กพช.คลอดแผนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 15 ปี ส่งผลค่าไฟฟ้าขยับขึ้น 8.3 สต.

ทำเนียบฯ 9 มี.ค. –คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแผนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 15 ปีโดยหลายโครงการเพิ่มเงินรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (ADDER) ทำให้ค่าไฟฟ้าขยับขึ้น 8.33 สต./หน่วย ส่วนแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี) 15 ปี เตรียมทำใหม่ โดยรอผลศึกษาจีดีพี 8 เดือนข้างหน้า เบื้องต้นลดลงทุนใหม่ 481,000 ล้านบาท

ภายหลังการประชุม กพช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551-2564 หรือ แผนพีดีพี 2007 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2) นั้น โดยให้ดำเนินการตามแผนเฉพาะในปี 2552-2558 เพื่อให้ปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2559-2564 ให้นำไปพิจารณาทบทวนในการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศในครั้งต่อไป เมื่อประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่แล้วเสร็จ ซึ่งในขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าจ้างสถาบันวิชาการศึกษา คาดว่าภายใน 8 เดือนจะแล้วเสร็จ

“ในระหว่างรอการปรับปรุงแผน ได้สั่งให้ กฟผ.ทำแผนรองรับโดยดูตั้งแต่จีดีพี ขยายตัวร้อยละ 1 ไปจนถึงหดตัวร้อยละ 1 เพื่อเตรียมแผนการผลิตรองรับ เพราะหากสำรองไฟฟ้าสูงเกินไปก็จะกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่สูงเกินควรด้วย” รมว.พลังงาน กล่าว

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของแผนพีดีพี 2007 ครั้งที่ 2 สาระสำคัญ เช่น ปรับปรุงกำหนดการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) เฉพาะประเภท Firm ให้เร็วขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เลื่อนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 2 ปี ปรับเลื่อนการรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP 2 โครงการออกไปอีก 1 ปี ปรับเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้า ของ กฟผ. ปรับลดกำลังการผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปี 2563-2564 ให้เหลือปีละ 1,000 เมกะวัตต์ จากเดิมปีละ 2,000 เมกะวัตต์ เป็นต้น

โดยภาพรวมกำลังการผลิตไฟฟ้า ณ สิ้นปี 2564 คิดเป็น 51,792 เมกะวัตต์ ซึ่งลดลงจากแผน PDP 2007 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 จำนวน 6,408 เมกะวัตต์ ลดเม็ดเงินลงทุน 481,000 ล้านบาท จาก 2.107 ล้านล้านบาท เหลือ 1.626 ล้านล้านบาท โดยกำลังผลิตดังกล่าวแบ่งออกเป็น ผลิตโดย กฟผ. 11,769 เมกะวัตต์ ไอพีพี 6,000 เมกะวัตต์ เอสพีพี 1,985 เมกะวัตต์ วีเอสพีพี เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ได้กำหนดจำนวนเป็น 564 เมกะวัตต์ การรับซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน 5,037 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ ตามแผนดังกล่าว กฟผ.จะมีการปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่า 7,502 เมกะวัตต์ ส่วนที่จะสร้างขึ้นทดแทนในอนาคต 4,800 เมกะวัตต์นั้น ตามแผนยังไม่กำหนดว่าจะให้ กฟผ.ก่อสร้างหรือใช้วิธีการประมูลไอพีพี

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงาน โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยไม่มีข้อจำกัดระยะเวลา และปริมาณไฟฟ้าที่รับซื้อต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี และปรับปรุงอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า คาดว่าสิ้นสุดแผนแล้วจะมีพลังงานทดแทนรวม 5,604 เมกะวัตต์ แต่จากที่ต้นทุนผลิตราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้มีภาระจ่ายค่า ADDER ประมาณ 20,000 ล้านบาท/ปี และส่งผลค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 8.3 สต./หน่วย

สำหรับการปรับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับเชื้อเพลิงบางประเภท ได้แก่ ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่า 1 เมกะวัตต์ ปรับขึ้นจาก 0.30 บาท เป็น 0.50 บาท ขยะประเภทพลังงานความร้อน ที่เป็นขยะชุมชน หรือขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ขยะอันตราย และไม่เป็นขยะที่เป็นอินทรีย์วัตถุ ปรับขึ้นจาก 2.50 บาท เป็น 3.50 บาท พลังงานลมที่มีกำลังการผลิตติดตั้งน้อยกว่า 50 เมกะวัตต์ ปรับขึ้นจาก 3.50 บาท เป็น 4.50 บาท และพลังน้ำขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตติดตั้ง 50 เมกะวัตต์ แต่น้อยกว่า 200 เมกะวัตต์ ปรับขึ้นจาก 0.40 บาท เป็น 0.80 บาท ส่วนพลังน้ำขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่า 50 เมกะวัตต์ ปรับขึ้นจาก 0.80 บาท เป็น 1.50 บาท ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ยังคงให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าในอัตราเดิม คือ 8.00 บาทต่อหน่วย

นอกจากนั้น ยังมีการให้ส่วนเพิ่มพิเศษอีก 1 บาทสำหรับพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าจากดีเซลของ กฟภ. ยกเว้นพลังงานลมที่ให้เพิ่มอีก 1.50 บาท ทั้งนี้ การให้อัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว จะมีกำหนดระยะเวลา 7 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ยกเว้นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีกำหนดระยะเวลาสนับสนุน 10 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ.

 

-สำนักข่าวไทย 9-3-52

พิมพ์ อีเมล

ผู้บริโภคคัดค้านการขึ้นค่าบริการผ่านท่อส่งก๊าซธรรมชาติกกพ. ดันกำไรรับใช้ปตท. ชาวบ้านตายช่างหัวมัน

เครือข่ายผู้บริโภคคัดค้านการขึ้นค่าบริการผ่านท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้กับ ปตท. เหตุคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ทำหน้าที่เป็นตรายางให้ปตท. ขูดรีดผู้บริโภค

อ่านต่อ

พิมพ์ อีเมล

ศาลปกครองยกคำร้อง ทวงสมบัติ ปตท.

ตามที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำโดย นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิ พร้อมด้วย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม เข้ายื่นหนังสือคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เปิดไต่สวนกรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลนั้น
      
       วานนี้ (4 มี.ค.) ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ ฟ้องคดีดังกล่าว โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้ศาลพิพากษาให้ยกคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีนี้ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ยกคำร้อง
       
       นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวภายหลังรับทราบการพิจารณาของศาลฯ ว่า เหตุผลที่ไปร้องให้ไต่สวนเพราะพบข้อมูลว่ามีการปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ครบ ถ้วน จึงไปยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวน การที่ศาลไม่รับคำร้องก็น่าเสียดายเพราะอย่างน้อยข้อมูลตรวจพบ และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ พบว่า ทรัพย์สินของปตท.ก่อนการแปรรูป มีจำนวน 32,000 ล้าน ส่วนทรัพย์สินหลังการแปรรูปไม่ถูกพิจารณาเลย
       
       นางสาวสารี กล่าวต่อว่า กลุ่มผู้ฟ้องคดีจะคุยกันว่าจะไปยื่นเรื่องให้กระทรวงการคลังดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร
       
       สำหรับ การยื่นคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในครั้งนี้ เป็นผลมาจากกรณีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดในการแปลงสภาพ ปตท. ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวก รวม 5 คน โดยศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาไว้เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 50 ให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐ จากปตท. คืนให้แก่รัฐ
       
       แต่ทางมูลนิธิฯ ระบุว่า ทรัพย์สินซึ่งบริษัท ปตท. ได้แบ่งแยกคืนให้แก่แผ่นดินเมื่อเดือนธ.ค. 51 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,176.22 ล้านบาท ประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน 1.42 ล้านบาท สิทธิการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาทและระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท
       
       โดยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก่อนที่จะมี แปรรูปมาเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 1 ต.ค. 44 ซึ่งการโอนคืนทรัพย์สินของปตท.จำนวนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการตรวจสอบของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่บริษัทปตท. ยังต้องคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 32,613 ล้านบาท จึงนำไปสู่การฟ้องเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินดังกล่าว

 

ผู้จัดการรายวัน 5/3/52

พิมพ์ อีเมล

ศาลปกครองเชียงใหม่ตัดสินคดีแม่เมาะสั่ง กฟผ.จ่ายชาวบ้าน

ศาลปกครองเชียงใหม่อ่านคำพิพากษาคดีชาวบ้านแม่เมาะฟ้อง กฟผ.สั่งจ่ายค่าเสียหายรายละ 2.4 แสนบาท พร้อมอพยพชาวบ้านออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะเผย รู้สึกดีใจหลังต่อสู้ยืดเยื้อมายาวนาน วอน กฟผ.เห็นใจชาวบ้านไม่ยื่นอุทธรณ์คดี

       
       วันนี้ (4 มี.ค.) ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ ชาวบ้านเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ประมาณ 300 คน จากอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย ที่ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฐานกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

       
       พร้อมเรียกค่าเสียหาย ตั้งแต่ปี 2546 และปี 2547 ที่แบ่งเป็น 2 คดี คือ คดีฟ้องเรียกค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบและคดีขอให้ กฟผ.ปฏิบัติตามเงื่อนไขประทานบัตรการขุดเหมืองลิกไนต์ และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางมารับฟังการอ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าวของศาลปกครองเชียงใหม่

       
       ทั้งนี้ ในคดีฟ้องเรียกค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ศาลวินิจฉัยว่า ตามรายงานการตรวจวัดอากาศของกรมควบคุมมลพิษระหว่างเดือน พ.ย.2535 ถึง ส.ค.2541 วัดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในพื้นที่แม่เมาะเกินกว่า 1,300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 50 เดือน จากระยะเวลา 70 เดือน (ซึ่งค่าที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่ ก.ค.2538 คือ ไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์เมตร เฉพาะในพื้นที่แม่เมาะ ส่วนพื้นที่อื่นไม่เกิน 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และต่อมายกเลิกการกำหนดเป็นค่าเดียวกันหมดทุกพื้นที่คือไม่เกิน 780ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ส่วนที่เหลืออีก 20 เดือน พบค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกินกว่า 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 17 เดือน
      

       เมื่อ กฟผ.เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ และถูกกำหนดให้ถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย โดยไม่ปรากฏว่าก๊าซดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอื่น อีกทั้ง กฟผ.เคยรับว่าเมื่อวันที่ 17-18 ส.ค.2541 เครื่องดักก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ใช้การได้เพียง 2 เครื่อง ในจำนวน 10 เครื่อง ทำให้ราษฎรเจ็ป่วย 868 คน ดังนั้นการที่ กฟผ.ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกว่า 1,300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เดือน ก.ค.2538 เป็นการผิดกฎหมายจึงเป็นละเมิด
      

       ส่วนการปล่อยก๊าซเกิน 1,300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลาก่อนเดือน ก.ค.2538 หรือปล่อยก๊าซเกินกว่า 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ได้ห้าม แต่ศาลเห็นว่าคนแม่เมาะก็ไม่ต่างกับคนในพื้นที่อื่น จึงต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน เมื่อ กฟผ.ปล่อยก๊าซเกินจึงต้องรับผิดตามมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535

       
       สำหรับโรคจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จะมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและทำให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุคอ เยื่อบุตาอักเสบ ประกอบกับราษฎรดังกล่าวได้รับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นเวล 67 เดือน ใน 70 เดือน แม้โรคจะไม่ปรากฏว่าสะสมในร่างกาย แต่ร่องรอยขอโรค คือ เยื่อบุจมูก เยื่อบุคอ เยื่อบุตา ซึ่งอักเสบเป็นเวลานานอาจปรากฏอยู่ เมื่อแพทย์ระบุว่าเป็นโรคพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ประกอบกับค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศเกิน 248 ครั้ง เป็นเวลา 67 เดือน ใน 70 เดือน

       
       จึงเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวป่วยเป็นโรคดัง กล่าวจริง แต่จากอาการโรคดังกล่าว ราษฎรที่ทนไม่ได้จะไปหาแพทย์ บางรายที่ทนได้ก็จำต้องทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไปหรือบางรายก็ต้องอยู่แต่ในบ้าน เรือนไม่ออกไปข้างนอก

       
       ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยและจิตใจแก่ราษฎรที่ อยู่ในพื้นที่จริงตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำ ตามปริมาณและจำนวนครั้งที่ กฟผ.ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยส่วนใหญ่จะได้รายละ 246,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย

       
       ส่วนคดีที่สองเรื่องการทำเหมืองถ่านหินของ กฟผ.ที่ราษฎรฟ้องว่าไม่ทำตามเงื่อนไขประทานบัตรและมาตรการป้องกันแก้ไขผล กระทบสิ่งแวดล้อมนั้น ศาลวินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาของคดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากรายงานการตรวจร่วมและรายงานของ กฟผ.เองว่า ไม่ปฏิบัติตามาตรการหลายประการและพิพากษาให้ กฟผ.ดำเนินการ ดังนี้

       
       1.อพยพหมู่บ้านออกนอกรัศมีผลกระทบ 5 กิโลเมตร 2.กรณีนำที่ดินปลูกป่าไปสร้างสนามกอล์ฟนั้น ตามมาตรการระบุชัดเจนว่าให้ปลูกป่าทดแทน จึงให้ กฟผ.ปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ที่ทำสนามกอล์ฟ 3.กรณีจุดปล่อยดิน ให้กำหนดพื้นที่ปล่อยดินกับชุมชนและทำ Bunker โดยในจุดปล่อยดินต่ำกว่า Bunker เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง และ 4.กรณีทำรายงานการตรวจสภาพสิ่งแวดล้อมทุก 2 ปี กฟผ.ยอมรับว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ศาลจึงให้ กฟผ.จัดทำและนำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณา หาก กฟผ.มีมาตรการที่ดีกว่าให้ยื่นแก้ไข

       
       นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าวหลังศาลปกครองเชียงใหม่อ่านคำพิพากษาว่า รู้สึกดีใจที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมาดังกล่าวหลังจากที่ชาวบ้านต้อง ต่อสู้เรียกร้องมายาวนานนับสิบปีเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง ทั้งในส่วนของการให้ กฟผ.อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรัศมี 5 กิโลเมตร และการจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมสุขภาพให้กับชาวบ้าน แม้จะได้รับเพียง 131 ราย จากที่ร่วมกันยื่นฟ้องทั้งหมด 477 ราย เฉพาะรายที่มีใบรับรองแพทย์ และได้รับค่าเสียหายเพียงรายละไม่มากก็ตาม

       
       ทั้งนี้อยากวิงวอนไปยัง กฟผ.ว่าไม่น่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้อีกต่อไป และปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ โดยอยากให้เห็นใจชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์และต่อสู้มานานจนมีผู้ที่ต้องจากไป แล้วหลายราย ซึ่งไม่อยากให้มีการสูญเสียมากไปกว่านี้อีก แต่หาก กฟผ.จะยื่นอุทธรณ์ ชาวบ้านก็คงต้องยืนหยัดต่อสู้ต่อไป เพื่อเรียกร้องรักษาสิทธิของตัวเองให้ถึงที่สุด

       
       ส่วนนายธีระ พลวงศ์ศรี อายุ 77 ปี ชาวบ้านบ้านหัวฝาย หมู่ 1 ตำบล ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ยื่นฟ้อง กล่าวว่า ดีใจที่ศาลมีคำพิพากษาให้ กฟผ.จ่ายค่าเสียหายให้ชาวบ้าน และมีการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามรู้สึกว่าค่าเสียหายที่ได้รับ ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบสุขภาพที่ชาวบ้านแม่เมาะได้รับและต้องทนทุกข์มานานนับสิบปี แต่เมื่อศาลมีคำตัดสินออกมาเช่นนี้ก็พร้อมน้อมรับ

       
       ด้านนายอภิชาติ พลอยแก้ว อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคดีปกครองเชียงใหม่ ผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทุกราย กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่าทาง กฟผ.จะยื่นอุทธรณ์คดีนี้หรือไม่ โดยอาจจะต้องมีการพิจารณาข้อเท็จจริง พยาน และหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งหากมีน้ำหนักเพียงพอก็อาจจะยื่นอุทธรณ์คดีก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กฟผ. ที่จะต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกันทุกฝ่ายอย่างละเอียดก่อนที่จะมีการตัดใจ ใดๆ

       
       ขณะที่นายพรชัย มนัสเพ็ญศิริ รองอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตุลาการเจ้าของสำนวนคดนี้ กล่าวว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ส่วนการจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้องนั้น จะต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับตั้งแต่คดีสิ้นสุด ขณะที่การที่ศาลสั่งให้ กฟผ.ดำเนินการต่างๆ นั้น ไม่ได้กำหนดเวลาไว้เพราะการดำเนินการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตามหากการดำเนินการล่าช้า คู่กรณีก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้เร่งรัดการดำเนินการได้

       
       นอกจากนี้นายพรชัย กล่าวถึงการกำหนดค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่แม่เมาะสูงกว่าพื้นที่อื่นว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตามควรมีสิทธิ ที่จะใช้ค่าอากาศที่เท่าเทียมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีร่างกายที่เหมือนกัน เช่นเดียวกับชาวบ้านแม่เมาะที่ควรจะได้รับอากาศที่ดีเหมือนกัน

       
       ส่วนการเรียกร้องให้มีการประกาศให้แม่เมาะเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น เห็นว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้ หากเห็นว่ามีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มีนาคม 2552

พิมพ์ อีเมล

สรรพสามิตลุย บี้ภาษีซานติก้า เตะถ่วงผลสอบ

นายสถิตย์  ลิ่มพงศ์พันธุ์  รองปลัดกระทรวงการคลัง  ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีซานติก้าผับ  เปิดเผยว่า  กรณีที่ได้มีการเลื่อนแถลงความชัดเจนเกี่ยวกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ซานติก้าผับว่าต้องเสียภาษีสรรพสามิต   10%  หรือไม่นั้น    เนื่องจากขณะนี้ได้รับรายงานจากทางกรมสรรพสามิตว่า  กรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเป็นการภายในอีก   1   ชุด  โดยมี  นายสุรพล  สุประดิษฐ์  รองอธิบดี  เป็นประธาน   ซึ่งกรรมการชุดนี้มีอำนาจในการสอบข้อเท็จจริงมากกว่าชุดที่ตนดำรงตำแหน่ง อยู่  จึงอยากจะรอข้อมูลผลสอบจากคณะกรรมการชุดนี้ก่อน  จึงค่อยสรุป  ซึ่งคณะกรรมการของกรมสรรพสามิตจะดำเนินการตรวจสอบให้ได้ข้อสรุปภายในเดือน  มี.ค.นี้   

อ่านต่อ

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน