ศาลตัดสิน กทม. จ่ายค่าเสียหายผู้พิการ กรณีสร้างลิฟต์ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสล่าช้ากว่า 5 ปี

BTS01

ศาลตัดสิน กทม. จ่ายค่าเสียหายให้กับผู้พิการ กรณีภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการร่วมกันฟ้อง กทม. จัดสร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายบนระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส 23 สถานี ล่าช้ากว่า 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 ที่ควรจะทำให้แล้วเสร็จตามคำสั่งศาล

           จากกรณีที่ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการ ร่วมกันฟ้องยื่นฟ้อง กทม. เมื่อปี 2550 จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ให้ กทม. จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส สายแรกที่อยู่ในสัมปทานให้ครบทั้ง 23 สถานี ภายใน 1 ปี (ภายในวันที่ 21 มกราคม 2559) แต่จนถึงปี 2564 กทม. ก็ยังไม่สามารถดำเนินการสร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้แล้วเสร็จได้ โดยเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว วันนี้ (15 กันยายน 2564) ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษา กรณีเรียกร้องค่าเสียหายที่ กทม. ไม่สามารถสร้างลิฟต์บนระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสให้เสร็จภายใน 1 ปี

           นายสว่าง ศรีสม ผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ หรือ Transportation For All (T4A) กล่าวว่า ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ กทม. ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทาน รับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่ผู้พิการที่ร่วมฟ้องกว่า 500 คนที่ได้รับความเสียหาย โดยต้องมีภูมิลำเนาใน กทม. หรือพิสูจน์ได้ว่าทำงาน/อยู่อาศัยใน กทม. และต้องใช้ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ เป็นประจำ เป็นค่าชดเชยค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาทต่อคน รวมดอกเบี้ย ร้อยละ 7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2559 ที่ควรจะทำให้แล้วเสร็จ เป็นเวลา 5 ปี และให้กทม.จ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายภายใน 6-7 วัน

           เนื่องจากศาลมองว่า กทม. พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด 5 ปี แต่ประสบปัญหาต่างๆ เช่น ถูกร้องเรียนจากชุมชนว่าลิฟต์บังหน้าร้าน หาที่สร้างลิฟต์ไม่ได้ ทำให้ล่าช้าเป็นเวลา 5 ปี รอบแรกเติมลิฟต์ให้หนึ่งฝั่งกับสถานีที่ไม่มีลิฟต์เลย ปัจจุบันเติมลิฟต์ให้ครบสองฝั่งกับสถานีที่มีลิฟต์ฝั่งเดียว ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ศาลเห็นว่าผู้พิการที่อยู่ในกรุงเทพฯ ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากขนส่งสาธารณะได้ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้พิการ

            “ดีใจที่ชนะคดี เพราะทราบปัญหาของ BTS มาตั้งแต่ ปี 2538 เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้วที่ต่อสู้เรียกร้องกันมา ช่วงแรกจะแพ้เป็นหลัก แต่หลังจากมีกฎหมายเรื่องคนพิการ จึงทำให้การต่อสู้มีน้ำหนักมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับค่าเสียหาย และได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่เรียกไป แต่ก็ประสบความสำเร็จ” นายสว่างกล่าว

             ผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2550 ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการ ร่วมกันฟ้องยื่นฟ้อง กทม. ให้จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส เนื่องจากขณะนั้นรถไฟฟ้าบีทีเอสมีลิฟต์เพียง 5 สถานี คือ หมอชิต สยาม สุขุมวิท อ่อนนุช แล้วก็ช่องนนทรี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ผ่านไป 7 ปี ศาลก็ได้มีคำพิพากษาว่า กทม.ไม่ผิด เพราะตอนที่ กทม.เซ็นคำสั่งก่อสร้าง ยังไม่มีกฎหมายคนพิการ จึงแพ้คดีไป

            จนกระทั่งได้มีการอุทธรณ์อีก ปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ให้ กทม. จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี แต่ กทม. ดำเนินการล่าช้า ไม่เป็นตามระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งไว้ จึงไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยในศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง เนื่องจาก กทม.พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ไม่ได้มีเจตนาที่จะละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพียงแต่ว่าประสบปัญหาต่างๆ ทำให้การติดตั้งล่าช้า จึงยื่นอุทธรณ์อีกครั้งต่อศาลปกครองสูงสุด ทำให้คนพิการที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รับค่าเสียหายจาก กทม.ในที่สุด

พิมพ์ อีเมล

ธนบุรี บางพลัด ยื่นหนังสื่อเชิญชวนพรรรการเมืองร่วมคัดค้านสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

TP.22.6.64.2

วานนี้ 22 มิย. 64 ศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางพลัด เข้ายื่นหนังสือกับดร.จักรพันธ์ พรมนิมิตร สส.พรรคพลังประชารัฐ และศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตธนบุรี เข้ายื่นหนังสือกับนายทรงวุฒิ จันทร์อำนวยโชค สส.พรรคก้าวไกล เพื่อเชิญชวนร่วมคัดคัานการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ทั้งนี้จากแคมเปญผู้บริโภคกรุงเทพชวน สส. กทม. และพรรคการเมืองร่วมค้านต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตสายไหม และชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตคันนายาว ร่วมเสนอความเห็นว่า หากจะต่อสัญญาสัมปทานล่วงหน้าต้องใช้ราคา 25 บาท เท่านั้น และหากไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ขอให้ใช้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 44 บาท ตลอดสายตามสิทธิของบริษัทในสัญญาสัมปทานนับแต่ปัจจุบันจึงปี พ.ศ. 2572 โดยมีการจัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาททั้งสัมปทานเดิมส่วนต่อขยายเดิมและส่วนต่อขยายใหม่ เพื่อยึดหลักการเข้าถึงและคำนึงถึงปัญหาความเดือดร้อนและภาระเกินสมควรของผู้บริโภค

46015

240504

พิมพ์ อีเมล

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จี้ ‘ศึกษาธิการ – คมนาคม’ เร่งจัดการปัญหารถรับส่งนักเรียนหวั่นอันตรายเกิดซ้ำ

school bus5

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้อง ‘ศึกษาธิการ – คมนาคม’ เร่งจัดการปัญหารถรับส่งนักเรียนอันตราย ชี้ถึงเวลาเอาจริงหยุดผักชีโรยหน้า แก้ปัญหานักเรียนเจ็บตายบนท้องถนน พร้อมเสนอเพิ่มตัวชี้วัดจังหวัดหากเกิดเหตุซ้ำซากต้องลงโทษทันที

จากกรณีอุบัติเหตุรถสองแถวหกล้อรับส่งนักเรียนโรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ เสียหลักพลิกคว่ำรับเปิดเทอมบริเวณสามแยกด้านหน้าทางเข้าโรงเรียน ตำบลดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ทำให้มีเด็กนักเรียนบาดเจ็บกว่า 37 คน อาการสาหัสอีก 4 คนนั้น

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า สถานการณ์อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนในปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา จากข้อมูลการเฝ้าระวังสถานการณ์รถรับส่งนักเรียนไม่ปลอดภัย โดยศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคระบุว่า เพียง 6 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม-มิถุนายน) เกิดอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนมากถึง 8 ครั้ง มีนักเรียนบาดเจ็บมากถึง 134 คน และเสียชีวิต 2 คน เกือบทั้งหมดมีสาเหตุจากความประมาทของผู้ขับรถรับส่งนักเรียน และสภาพรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุจากการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสแล้ว ยังพบว่ารถคันดังกล่าววิ่งรับส่งนักเรียนโดยไม่ได้ขออนุญาตเป็นรถรับส่งนักเรียน รวมถึงสภาพรถยังไม่มั่นคงแข็งแรง กล่าวคือ โครงสร้างรถที่ส่วนควบกระเด็นออกจากตัวรถไม่สามารถป้องกันแรงกระแทกให้กับนักเรียนที่โดยสารมาได้ ส่วนนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปล่อยให้นักเรียนนั่งบนหลังคารถเป็นทั้งสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายร้ายแรงสูงสุดที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด

ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ข้างต้นจึงต้องการเรียกร้องให้โรงเรียนและขนส่งจังหวัดแสดงความรับผิดชอบ เนื่องจากปล่อยให้มีการใช้รถที่ผิดกฎหมายมารับส่งนักเรียนจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ตอกย้ำความเสี่ยงของนักเรียนทุกวันนี้ คือ รัฐขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมารัฐมุ่งแต่ออกกฎระเบียบให้ทำตามแต่ไม่มีการประเมินว่าระเบียบปฏิบัติตามได้หรือไม่ อีกทั้งรัฐยังไม่มีข้อมูลตัวเลขจำนวนรถรับส่งนักเรียนที่แท้จริง เพราะยังมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่นำรถมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานขนส่งแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ครู ผู้ปกครอง นักเรียน หรือคนขับรถรับส่งนักเรียน ต่างยังขาดความเข้าใจและแรงสนับสนุนองค์ความรู้ที่ถูกตรงเกี่ยวกับการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัย
“อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นั้นสะท้อนปัญหาที่เกิดจากการใช้รถรับส่งนักเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน ระบบการจัดการ และการกำกับที่ขาดประสิทธิภาพ รวมถึงนโยบายการศึกษาที่ทำให้นักเรียนต้องเดินทางไกลขึ้น ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งเสริมความเสี่ยงของนักเรียนจากรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ปลอดภัย” คงศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอเรียกร้องกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงคมนาคมในฐานะหน่วยงานที่กำกับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมทบทวนมาตรการกำกับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนขั้นสูงสุด ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อหยุดปัญหาลดเจ็บตายบนท้องถนนกับการเดินทางของนักเรียน พร้อมเสนอเพิ่มตัวชี้วัดจังหวัด หากเกิดเหตุซ้ำซากต้องลงโทษทันที เพราะมีการสูญเสียกันมามากพอแล้ว

ข้อเสนอต่อมาตรการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย มีดังนี้
          1. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนต้องกำหนดยุทธศาสตร์และแผนความปลอดภัยเพื่อการเดินทางของนักเรียน เพื่อเป้าหมายความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียนที่ต้องเดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียน
         2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดบทบาทให้โรงเรียนเป็นจุดจัดการงานรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย โดยมีภารกิจสนับสนุนองค์ความรู้ และแนวทางการจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแนวทางติดตามประเมินผลการปฏิบัติการในทุกภาคเรียนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการทบทวนมาตรการให้เหมาะสมต่อไป
        3. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนนโยบายให้รัฐเป็นผู้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางของนักเรียน โดยถือว่าหนึ่งในสวัสดิการด้านการศึกษาที่รัฐต้องจัดให้ เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาที่เป็นบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
        4. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงคมนาคม บูรณาการความร่วมมือเพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ และข้อมูลของสองหน่วยงานให้มีความสอดคล้องกันสามารถใช้ปฏิบัติได้จริง และกำหนดการเดินทางที่ปลอดภัยของนักเรียนให้เป็นแผนงานหลักของหน่วยงานระดับจังหวัด เช่น สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือ โรงเรียน เป็นต้น
       5. ขอให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนมีมาตรการให้ทุกจังหวัดต้องมีแผนยุทธศาสตร์หรือคณะทำงานด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยให้กำหนดโครงสร้างการเน้นการมีส่วนร่วมของคนทำงานที่ประกอบด้วย หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียนที่ต้องเดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียน และกำหนดตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยการเดินทางของนักเรียน หากจังหวัดใดเกิดเหตุซ้ำซากต้องมีมาตรการลงโทษโดยทันที

พิมพ์ อีเมล

ชวนพรรคก้าวไกลร่วมคัดค้านต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

bangkrae ffc

ศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางแค พบสส.พรรคก้าวไกลชวนร่วมคัดค้านการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ข่าวเครือข่ายผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร I> วันนี้ (11 มิย. 64) ที่ทำการพรรคก้าวไกล นางวรวรรณ ทัพกระจาย และตัวแทนศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางแค ได้เข้ายื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.กทม.เขตบางแค เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อเชิญชวนพรรคก้าวไกล ร่วมแสดงจุดยืนค้านการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และการขึ้นราคาค่ารถโดยสารที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคของกรุงเทพมหานคร เพื่อไม่ให้ ครม.นำเรื่องนี้เข้าพิจารณา โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนของกรุงเทพมหานครที่จะแก้ไขนี้ หรือมีทางออกอื่นอย่างไรนอกจากขยายสัมปทานให้เอกชนเพื่อปลดหนี้แสนล้านของกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้จากแคมเปญผู้บริโภคกรุงเทพชวน สส. กทม และพรรคการเมืองร่วมค้านต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว ศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางแค เสนอความเห็นว่า หากจะต่อสัญญาสัมปทานล่วงหน้าต้องใช้ราคา 25 บาท เท่านั้น และหากไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ขอให้ใช้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 44 บาท ตลอดสายตามสิทธิของบริษัทในสัญญาสัมปทานนับแต่ปัจจุบันจึงปี พ.ศ. 2572 โดยมีการจัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาท ทั้งสัมปทานเดิมส่วนต่อขยายเดิมและส่วนต่อขยายใหม่ เพื่อยึดหลักการเข้าถึงและคำนึงถึงปัญหาความเดือดร้อนและภาระเกินสมควรของผู้บริโภค

พิมพ์ อีเมล

องค์กรผู้บริโภค ย้ำ รถไฟฟ้าเป็นบริการขนส่งมวลชน

news pic 30052021 greenmetro

องค์กรผู้บริโภค ถามย้ำ ครม. ประชาชนยังลำบากไม่พอหรือ ถึงซ้ำเติมด้วยการขึ้นราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวล่วงหน้าให้คนกรุงเทพต้องรับภาระไปอีก 30 ปี ย้ำรถไฟฟ้าเป็นบริการขนส่งมวลชน พร้อมเสนอราคาปัจจุบัน 44 บาทตลอดสาย หลังหมดสัญญาสัมปทานเหลือ 25 บาท

อ่านต่อ

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน