มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เร่งรัดให้ กสทช. ตรวจสอบและสั่งการกรณีควบรวมทรู-ดีแทค เนื่องจากเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย

ภาพข่าวเร่งรัด กสทช. เนื่องจากเป็นหน้าที่ 01

กขค. ส่งจดหมายตอบกลับ มพบ. แจงไม่มีหน้าที่ตรวจสอบกรณีควบรวมทรู-ดีแทค เผยเป็นหน้าที่ กสทช. ตามกฎหมาย จึงเร่งรัดให้ กสทช. ตรวจสอบและใช้อำนาจสั่งการโดยเร็ว

          จากการที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ส่งหนังสือขอให้ดำเนินการตรวจสอบการควบรวมค่ายมือถือดีแทคและทรู ไปถึงสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากการควบรวมธุรกิจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นเข้าสู่ตลาดยากยิ่งขึ้น และมีโอกาสทำให้เกิดการผูกขาดตลาด มพบ.จึงขอให้ดำเนินการตรวจสอบการควบรวมกิจการและแจ้งผลกลับมายังมูลนิธิฯ

          วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 สำนักงาน กขค. ส่งหนังสือตอบกลับถึงมูลนิธิฯ ที่ สขค. 0401/350 ว่า กขค. ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการรวมธุรกิจโทรคมนาคม ตามพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (4) ที่ระบุให้ไม่ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากับธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะดูแล สำนักงาน กขค. ได้ตรวจสอบ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศที่เกี่ยวข้อง พบว่าการรวมธุรกิจของทรูและดีแทค เป็นการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมี กสทช. เป็นผู้กำกับดูแลภายใต้กฎหมายเฉพาะคือ 1. พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 3. ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 และ 4. ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2557

          วันนี้ (27 เมษายน 2565) นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค มพบ. กล่าวว่า มพบ. ได้ตรวจสอบตามกฎหมายที่ กขค. อ้างอิง พบว่า กขค. ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบการควบรวมกิจการของทรูและดีแทคจริง เพราะใน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (4) ระบุเรื่องที่ไม่ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากับธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะดูแลอยู่ ดังนั้น กรณีการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมของทรูและดีแทค อยู่ในการกำกับดูแลของ กสทช. ตามกฎหมายดังที่กล่าวอ้างอิง ได้แก่

          1. ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (11) (24) และมาตรา 81 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประกอบกับมาตรา 21 และมาตรา 22 (3) (4) (5) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

          ประกาศดังกล่าวได้กำหนดลักษณะและมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำกิจการในตลาดโทรคมนาคม ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันและการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

          2. ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2557 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (11) และ (24) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

          ประกาศดังกล่าวเป็นมาตรการกำกับดูแลล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญใช้อำนาจในการจำกัดหรือกีดกันการแข่งขันในตลาด สอดคล้องกับหลักการส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมและมาตราการเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรวมทั้งสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

          รองผู้อำนวยการฝ่ายพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค มพบ. กล่าวว่า การควบรวมกิจการโทรคมนาคมที่มีความเสี่ยงในการผูกขาดตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องคอยกำกับดูแล ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ ให้เข้าถึงบริการที่ครอบคลุม ทั่วถึง ทำให้เกิดกระบวนการที่มีการแข่งขัน สามารถเลือกผู้ประกอบธุรกิจได้ เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นแล้ว มูลนิธิฯ ขอเร่งรัดให้ กสทช. ตอบหนังสือที่ มพบ. ส่งไปให้ เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการควบรวมค่ายมือถือดีแทคและทรู เนื่องจากส่งไปตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 64 แล้วแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ รวมทั้งขอให้รีบดำเนินการตรวจสอบการควบรวมกิจการโทรคมนาคมโดยเร็ว และใช้อำนาจสั่งการในเรื่องนี้ตามกฎหมาย ด้านประชาชนก็ต้องจับตาดูว่า กสทช. จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร

          ความคืบหน้าการควบรวมกิจการของทรูและดีแทคล่าสุด เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2665 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัททรูและดีแทค ได้อนุมัติข้อเสนอควบรวมกิจการแล้ว การควบรวมกิจการยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบและแจ้งเจ้าหนี้ ซึ่งก็คือ กสทช. ซึ่งได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 (ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/tech/997450) ส่วนด้าน กสทช. กำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อคิดเห็น รวมถึงการจัดทำมาตรการเพิ่มเติมต่างๆ ไปยังคณะอนุกรรมการฯ เพื่อนำเสนอบอร์ด กสทช. ให้พิจารณาต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางเดือน พ.ค. นี้ เพื่อให้ทันกำหนดเวลาตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ที่ระบุว่า เลขาธิการ กสทช.ต้องรายงานต่อ กสทช. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นประกอบการรายงานการรวมธุรกิจจากที่ปรึกษาอิสระด้านต่างๆ ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 18 พ.ค.นี้ (ที่มา : https://www.prachachat.net/prachachat-hilight/news-908847) ในการนี้ให้คณะกรรมการมีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสาธารณะประโยชน์ได้ ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 อีกทั้ง ในวันนี้ กสทช. ชุดใหม่ยังมีวาระการประชุม เรื่องการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทคอีกด้วย ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีทิศทางการดำเนินการอย่างไรต่อไป

พิมพ์ อีเมล

อดีต กสทช. เสนอทำระบบกดรายงานเบอร์มิจฉาชีพขจัดปัญหา SMS-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชี้ กสทช. มีศักยภาพแก้ไขแต่ล่าช้า

ภาพข่าวเสนอทางออก sms ทำระบบรายงาน 01

ผู้ก่อตั้งโคแฟค อดีต กสทช. เสนอทางออก SMS-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กสทช.ต้องทำงานเชิงรุก ทำระบบกดรายงานเบอร์มิจฉาชีพ พร้อมขึ้นเตือนให้ระวังเบอร์นั้น ชี้ กสทช. มีศักยภาพที่จะทำ แต่ยังล่าช้า เน้นตัวบทกฎหมาย ไม่กระตุ้นให้ทำงานและลงโทษผู้ให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม

          จากปัญหาเรื่อง SMS หลอกลวงและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดนั้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมากอยู่เป็นระยะ ผู้ร้องเรียนรายหนึ่งระบุว่า ผู้ร้องได้รับ SMS หลอกลวงบ่อยมาก วันละ 4-5 ข้อความ มีเนื้อหาเกี่ยวกับพนันออนไลน์หรือหลอกให้กดรับเงิน ต่อมาเปลี่ยนเป็นการโทรศัพท์โดยตรง มุกที่มิจฉาชีพใช้เป็นการหลอกว่ามีพัสดุผิดกฎหมายส่งถึงหรือไม่ก็ชวนลงทุน ผู้ร้องเรียนไม่ได้หลงเชื่อ แต่เป็นห่วงผู้สูงอายุโดยทั่วไปที่อาจหลงเชื่อ เพราะพ่อผู้ร้องเคยเจอและงงว่าไม่ได้สั่งของแต่บริษัทขนส่งโทรมา อยากให้บล็อก SMS หลอกลวงให้หมดไป ทั้งพนันออนไลน์หรือชวนให้กู้ยืม

          ทางด้านผู้ที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีผู้ใช้บนเว็บไซต์ www.change.org ชื่อ หนู ถูกหลอกให้โอนเงินไปถึง 4 ล้านบาท จึงจัดทำแคมเปญ “ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดช่องโหว่ไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีที่ยืนในสังคม!” เนื้อหาระบุโดยย่อว่า ผู้จัดทำแคมเปญถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเอาเงินไปกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต ผู้จัดทำฯ มีอาชีพเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร เลี่ยงเรื่องการเปิดเผยเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ และไม่สามารถเลี่ยงไม่รับเบอร์แปลกได้ ผู้จัดทำฯ ไม่รู้ว่าเงินทั้งชีวิตของใครจะต้องตกเป็นเหยื่อของแก๊งนี้อีก เข้าใจความรู้สึกสูญเสียว่ามันฆ่าชีวิตคนบริสุทธิ์ได้เลย

          ผู้จัดทำฯ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเป็นรอบที่ 4 โดยรอบล่าสุดที่โทรมานั้น ให้วิดีโอคอลกับชายแต่งเครื่องแบบเหมือนตำรวจที่พูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ ซึ่งเป็นการหลอกที่ต่างจากทุกครั้ง หลังโอนเงินแล้วเริ่มหาข้อมูลจนพบว่าน่าจะเป็นการหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงไปธนาคารเพื่อขอให้ระงับการโอนเงินทันที เจ้าหน้าที่ธนาคารให้นำใบแจ้งความมาแสดงถึงจะอายัดได้ และขอส่งใบแจ้งความตัวจริงทางไปรษณีย์ไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบบัญชีของมิจฉาชีพ ซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอนจนเงินไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

          ผู้จัดทำฯ จึงขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานต่างๆ ว่า 1. ตำรวจควรเร่งจับคนรับเปิดบัญชีปลอม ถ้าไม่มีคนกลุ่มนี้ มิจฉาชีพก็ทำงานไม่ได้ และประชาสัมพันธ์ถึงโทษทางอาญาและอัตราปรับของการเปิดบัญชีปลอมอย่างทั่วถึง 2. ธนาคารควรให้ความร่วมมือลูกค้าและรีบอายัดบัญชี เงินเข้า-ออกปลายทางทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้อง ถึงจะผิดพลาดที่โอนเงินไปเอง แต่ธนาคารควรมีมาตรการตรวจสอบถ้ามีสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในบัญชี เช่น ลูกค้าอยู่ๆ ก็โอนเงินจำนวนมากจนหมดบัญชี หรือมีบัญชีที่เงินโอนเข้าจำนวนมากๆ และโอนออกภายในไม่กี่วินาทีจนเงินในบัญชีเหลือหลักหน่วย 3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมควรรวบรวมข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เช่น บัญชีธนาคาร หมายเลขโทรศัพท์ และชื่อ-สกุล ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไว้เป็นฐานข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยง่าย

          ด้านนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการโคแฟคประเทศไทย กรรมการนโยบายสภาองค์กรผู้บริโภค และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เสนอทางออกปัญหา SMS และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า การแก้ไขเรื่อง SMS และแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น กสทช. ควรมีวิสัยทัศน์ทำงานเชิงรุกไปข้างหน้าโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเช่นในต่างประเทศ นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อให้เกิด 1. การบูรณาการการทำงาน 2. ทำให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที และ 3. สร้างช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้อย่างรวดเร็ว เช่น ทำระบบหลังบ้านให้ผู้บริโภคสามารถกดร้องเรียนเบอร์มิจฉาชีพคล้ายๆ การรีพอร์ตของโซเชียลมีเดีย โดยร่วมกับผู้ให้บริการมือถือหรือ กสทช. ทำระบบขึ้นเอง

          เมื่อผู้บริโภคได้รับ SMS เบอร์ไม่พึงประสงค์หรือเบอร์มิจฉาชีพ ต้องร้องเรียนได้ทันที ซึ่งขณะนี้ค่ายมือถือบางค่ายเริ่มทำบ้างแล้ว แต่ไม่ควรต่างคนต่างทำ ควรมีเบอร์กลางที่ผู้บริโภคใช้กดรายงานแล้วจะส่งการร้องเรียนไปหลังบ้านของทุกเครือข่าย โดยมี กสทช. เป็นตัวกลาง แจ้งเบอร์นั้นไปที่ Database ของรัฐ แล้วประมวลข้อมูล วิเคราะห์ โดยใช้ AI หรือใช้คน และหาที่มาของต้นตอ ส่งไปตำรวจให้ตรวจสอบและดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อ คล้ายเบอร์ 7726 ของอังกฤษ ที่ Ofcom (หน่วยงานคล้าย กสทช. ในไทย) ให้ผู้บริโภคกดรายงาน 7726 มาจากแป้นพิมพ์คำว่า spam ในมือถือ เป็นต้น (ที่มา : https://www.ofcom.org.uk/phones-telecoms-and-internet/advice-for-consumers/scams/7726-reporting-scam-texts-and-calls) หลังจากที่ผู้บริโภคร้องเรียนเข้าสู่ระบบ แล้วเบอร์นี้มีคนร้องเรียนเกินพันหรือหมื่น เวลามิจฉาชีพโทรไปเบอร์ไหนจะได้ขึ้นเตือนอัตโนมัติได้ว่า ให้ระวัง เบอร์นี้เป็นมิจฉาชีพ ระบบแบบนี้ถึงจะมีเป็นแอปพลิเคชันของเอกชน แต่ภาครัฐต้องจัดทำเอง โดยเอาข้อมูลหลังบ้านตรงนั้นไปวิเคราะห์เพื่อหาทางป้องกันแก้ไขต่อไป รวมถึงต้องกำกับดูแลไม่ให้ฐานข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลไปสู่มิจฉาชีพ ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีตรวจสอบได้และสร้างระบบตรวจสอบผู้ประกอบการเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะ

          “กสทช. มีศักยภาพที่จะทำระบบดังกล่าวได้ โดยเงินกองทุนที่เก็บจากผู้ให้บริการเครือข่าย นอกเหนือจากการปรับปรุงกฎหมายและกำหนดบทลงโทษให้ทันสมัยขึ้นจึงจะรับมือมิจฉาชีพยุค 5G ได้ ปัจจุบันการจัดสรรคลื่นทำไปมากแล้ว กสทช. ควรเน้นบทบาทการกำกับดูแลให้มากขึ้น การทำงานของ กสทช. ที่ผ่านมามีกระบวนการค่อนข้างล่าช้า เน้นตัวบทกฎหมาย ทั้งที่ตนเองมีอำนาจและทรัพยากรในมือให้กระตุ้นการทำงานหรือลงโทษผู้ให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นบทบาทที่หายไปของ กสทช.” นางสาวสุภิญญากล่าว

          ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการโคแฟคประเทศไทย กล่าวอีกว่า หากยังจัดทำระบบไม่ได้ กสทช. ก็ควรจัดการแก้ไขสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างการตรวจดูกฎ กติกา และประกาศล่าสุดต่างๆ ของ กสทช. ว่ามีจุดใดที่ล้าสมัย ต้องแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านการบังคับผู้ได้รับใบอนุญาตหรือว่าค่ายมือถือในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เช่น การทำกลไกป้องกันตั้งแต่ต้นทางโดยให้ผู้บริโภคแสดงความจำนงไม่รับข้อความ SMS ที่ไม่พึงปรารถนา รวมถึง SMS ที่มาจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก หรือไม่ใช้เบอร์ที่มีนิติบุคคลรองรับเป็นทางการ เช่น โรงพยาบาล ธนาคาร เป็นต้น แต่ตรงนี้ กสทช. อาจจะอ้างว่าต้องแก้กฎหมาย ต้องทบทวนก่อนว่ามีกฎหมายอะไรที่ยังไม่เอื้อ จึงต้องว่าดูกฎกติกาอะไรเป็นอุปสรรคที่ไม่สามารถจะบังคับใช้ได้ ส่วนอะไรที่บังคับใช้ได้แล้ว เอกชนยังไม่ทำก็ต้องมีบทลงโทษที่เด็ดขาด

พิมพ์ อีเมล

[รายงานพิเศษ] ปัญหาซิมเน็ตรายปี : ลงทะเบียนแต่ลืม activate ระวังเสียเงินฟรี

scoop pic 25122020 netsim 01

[รายงานพิเศษ] ปัญหาซิมเน็ตรายปี : ลงทะเบียนแต่ลืม activate ระวังเสียเงินฟรี

อ่านต่อ

พิมพ์ อีเมล

เนื้อหาอื่นๆ...

บทความใกล้เคียงกัน