กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมออกประกาศควบคุมการนำเข้าถังเอ็นจีวี

กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมออกประกาศควบคุมการนำเข้าถังเอ็นจีวีมาใช้ในประเทศ และออกกฎหมายการทำลายถังเอ็นจีวีหมดอายุการใช้งานภายในกลางปีนี้
 
นายศิริศักดิ์ วิทยอุดม รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณา การร่างประกาศการนำเข้าถังก๊าซธรรมชาติ (ถังเอ็นจีวี) เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของถังเอ็นจีวีที่จะนำเข้ามาในไทย โดยเบื้องต้นให้ทุกบริษัทที่นำเข้าถังเอ็นจีวีต้องส่งข้อมูลรายละเอียดของ ถังเอ็นจีวีที่จะนำเข้า และหากเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจพบว่าไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนดจะไม่อนุญาตให้นำเข้า ถังทั้งล็อต ซึ่งร่างประกาศดังกล่าวต้องผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกเป็นประกาศข้อกำหนดการนำเข้าถังเอ็นจีวีก่อน จากนั้นเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ พร้อมออกเป็นประกาศกฎกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในประเทศ คาดว่าร่างดังกล่าวจะแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายในกลางปีนี้ ในขณะที่การควบคุมถังเอ็นจีวีหมดอายุการใช้งานอยู่ระหว่างการศึกษา ว่าจะนำกฎหมายใดมากำหนดให้ถังเอ็นจีวีที่หมดอายุใช้งานต้องถูกทำลายทิ้ง ป้องกันการลักลอบนำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากไทยมีการนำเข้าถังเอ็นจีวีมาได้เพียง 3-4 ปี ในขณะที่อายุการใช้งานของถังอยู่ที่ประมาณ 15 ปี กรมธุรกิจพลังงานจะเร่งหาข้อกฎหมายมาควบคุมให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้เช่นกัน
 
สนข.กรมประชาสัมพันธ์  20-01-52

พิมพ์ อีเมล

พลังงานเล็งซื้อไฟเอสพีพีเพิ่ม2พันเมกะวัตต์

 พลังงานเล็งรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์ ในปลายปีนี้ มูลค่าลงทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาท หวังกระตุ้นการลงทุนเอกชน

 นายพรชัย รุจิประภา ปลัด กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีแผนจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) เพิ่มเติมอีก 2,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายปีนี้ โดยมีกำหนดการจะให้ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงปี 2557 เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนต่อเนื่องในช่วงปี 2553-2554 คาดว่าจะมีเงินลงทุน 56,000-70,000 ล้านบาท ส่วนช่วงระยะสั้นนี้ กระทรวงพลังงานจะส่งเสริมให้เอสพีพีที่ยังไม่ได้ขายไฟฟ้าเข้าระบบอีก 1,900 เมกะวัตต์ จากที่เสนอขายทั้งหมด 4,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้เข้าระบบเร็วขึ้นเป็นปี 2554-2555 จากแผนเดิมปี 2552-2557 

window.google_render_ad()

 "เอสพีพี เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่เดินหน้าได้เร็วกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งการใช้เงินลงทุน และการจ้างงาน ที่สำคัญโรงไฟฟ้าขนาดเล็กบางระบบ เช่น ระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Cogeneration) ยังช่วยให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต และลดลงทุนสายส่งในระยะยาวด้วย แต่การรับซื้อไฟฟ้าครั้งนี้จะต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์)" นายพรชัย กล่าว 

 

ส่วนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี 2007 ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติไปแล้วนั้น ได้เลื่อนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ออกไป เพื่อให้กำลังผลิตไฟฟ้าสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยใช้จีดีพีโต 2% เป็นกรณีฐาน ทำให้การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะสั้น (ปี 2552- 2553 )ใกล้ความจริงมากขึ้น 

 

"แม้ว่าจะเลื่อนโครงการออกไป แต่อัตราสำรองไฟฟ้าปี 2552- 2554 ยังสูงที่ 22.4, 23.9 และ 23.4 % เพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีการลงทุนผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไปแล้ว แต่ในระยะยาวกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองจะลดลงเหลือ 19.9% ปี 2555 และ 15.9% ปี 2557 "

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพยากรณ์แผนพีดีพี ระยะ 15 ปีสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด ทางกระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ (สศช.) ศึกษาอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอีกครั้ง ซึ่งจะเสร็จใน 8 เดือนข้างหน้า เมื่อถึงตอนนั้นภาวะเศรษฐกิจอาจเปลี่ยนแปลง และกระทรวงพลังงานก็จะพิจารณาแผนพีดีพีระยะยาวอีกครั้ง 

 

"มติ กพช.ครั้งนี้ ยังให้เลื่อนผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า จะนะ จ.สงขลา หน่วยที่ 2 ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2557 จากแผนเดิมปี 2561 กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ มูลค่า 16,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่มีอัตราเติบโตปีละ 2-3% "

- กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 21-01-52

พิมพ์ อีเมล

รัฐปลดล็อกพลังงานทดแทน

รัฐบาลเดินหน้า ประกาศพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ 16 ม.ค.นี้ พร้อมของบกองทุนน้ำมัน 280 ล้านบาท ช่วยลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ลง 3 % ดันอี 85 ให้เกิด และทำส่วนต่างราคาน้ำมันให้ต่ำ 30 % เตรียมปลดล็อกสูตรราคาไบโอดีเซลใหม่ แก้ปัญหาผู้ผลิตไปไม่รอด ส่วนบางจากเสือปืนไว ลดราคาน้ำมันอี 85 ลง 4 บาทต่อลิตรมีผล14 ม.ค.เป็นต้นไป

อ่านต่อ

พิมพ์ อีเมล

ปตท.ติงไทยมีภาระเพิ่มหลังรัฐตรึงราคาแอลพีจีไร้กำหนดเวลา

บมจ.ปตท.ยอมรับภาระกรณีรัฐบาลชะลอการปรับขึ้นราคาแอลพีจี/เอ็นจีวี ไม่มีกำหนด แต่ติงโครงสร้างการใช้พลังงาน จะปรับเปลี่ยนไปสู่แอลพีจีเพิ่มขึ้นและจะสร้างภาระแก่ประเทศทั้งแง่การนำ เข้าแอลพีจีสูงขึ้น แต่โรงกลั่นน้ำมันจะต้องส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น

นาย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ปตท. กล่าวว่า การชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เอ็นจีวีอย่างไม่มีกำหนดนั้นเข้าใจถึงจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการให้ ประชาชนได้รับมาตรการช่วยเหลือทุกภาคส่วน ซึ่งในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดย ปตท.พร้อมปฏิบัติตาม แต่หากไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนแล้ว อนาคตปริมาณการนำเข้าแอลพีจีจะต้องเพิ่มขึ้นโดยคาดว่าปี 2552 ต้องนำเข้าประมาณ 5 แสน-1 ล้านตันจากที่ปี 2551 นำเข้า 4 แสนตัน มูลค่าประมาณเกือบ 9 พันล้านบาทแล้ว โดยที่ผ่านมา คณะกรรมการ ปตท.ได้กำหนดกรอบด้านการเงิน เพื่อนำเข้าแอลพีจีประมาณ 10,000 ล้านบาท ดังนั้นหากภาระการนำเข้ามาก่อนสูงกว่ามูลค่าที่กำหนดก็คงจะต้องหารือกันใน คณะกรรมการอีกครั้งว่าจะทำอย่างไร โดยเบื้องต้นแนวทางที่ดีที่สุด คือ ภาครัฐควรเร่งนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมารับภาระนำเข้าแทน ปตท.เพื่อไม่ให้เกิดภาระมากเกินไป

“หากปีนี้ส่วนต่างราคาแอลพีจีในและ ต่างประเทศ อยู่ประมาณ 100 ดอลลาร์/ตัน ก็คาดว่า ภาระนำเข้าจะอยู่ประมาณ 2,000- 3,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่ากังวลคือหากความนิยมใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาระของประเทศต้องเพิ่มขึ้นทั้งในแง่ต้องนำเข้าแอลพีจีเพิ่มสูงขึ้นตลอดใน ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันต้องส่งออกน้ำมัน ภาระค่าขนส่งก็จะเพิ่มเป็น 2 เด้ง” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวว่า ในส่วนของเอ็นจีวีที่มีภาระเพิ่มขึ้นจากการที่ไม่ได้ปรับราคานั้น ซึ่งมีประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี ในส่วนนี้จะรวมอยู่ในผลประกอบการสุดท้ายภาครัฐที่ถือหุ้นใน ปตท.ร้อยละ 67 ก็จะได้รายได้จาก ปตท.ลดน้อยลงไปด้วยและยังกระทบต่อการขยายงานการลงทุนในอนาคตของผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับเอ็นจีวีทั้งหมด ซึ่งเมื่อประชาชนมีภาระ ภาครัฐดูแลประชาชนก็มีภาระ ในขณะที่ ปตท.มีภาระการลงทุนในอนาคตก็ควรจะพิจารณาให้รอบคอบว่าจะสร้างความสมดุลเหล่า นี้อย่างไร. -สำนักข่าวไทย

 - อ.ส.ม.ท.  17-01-52

พิมพ์ อีเมล

3 เครือข่ายใช้ LPG ยื่นหนังสือค้าน กพช.ขึ้นราคาก๊าซ 2 บาท

3 เครือข่ายใช้ก๊าซ LPG ยื่นหนังสือ “มาร์ค” คัดค้าน กพช.เตรียมขึ้นราคาก๊าซภาคขนส่ง 2 บาท/กก.เพราะเคยเป็นนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ พร้อมเรียกร้องรัฐบาล สั่งห้ามข้าราชการกระทรวงพลังงาน นั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) หรือเป็นที่ปรึกษาด้านพลังงาน
       
       มีรายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ เครือยข่ายผู้ใช้รถยนต์ติดตั้งก๊าซแอลพีจี (LPG) แห่งประเทศไทย ชมรมผู้ประกอบการก๊าซ LPG และชมรมแท็กซี่ LPG ประมาณ 30 คน นำโดย นายรุ่งชัย จันทสิงห์ และ นายสามารถ ทรัพย์พจน์ พร้อมรถแท็กซี่และรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 20 คัน เดินทางมายังบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายื่นหนังสือคันค้านการขึ้นราคาก๊าซ LPG ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยมี นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นตัวแทนรับหนังสือ
       
       แกนนำระบุว่า การเดินทางมาชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือในวันนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณายุติการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป.เคยหาเสียงไว้สมัยเป็นพรรคฝ่ายค้าน ตามนโยบาย 99 วัน จะตรึงราคาก๊าซแอลพีจีไว้ หากมีการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีจริง จะกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้ด้วย
       
       แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม กล่าวว่า ตัวแทนบางส่วนจะรอฟังมติของคณะกรรมการกำหนดนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งมีข่าวว่าจะปรับขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาท หากไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้อง ทางกลุ่มจะฟ้องร้องกับศาลปกครองต่อไป เพราะถือว่ารัฐบาลไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
       
       นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ข้าราชการกระทรวงพลังงาน นั่งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) หรือเป็นที่ปรึกษาด้านพลังงานรวมทั้งให้กำหนดนโยบายพลังงานทางเลือก และให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยข้อเท็จจริงและข้อมูลที่แท้จริงของโครงสร้างการผลิต จำหน่าย และโครงสร้างราคาของพลังงานทางเลือก LPG

ผู้จัดการออนไลน์ 16-01-52

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน