ร้องศาลปค.ไต่สวนปตท.ทวงสมบัติชาติ1.8 แสนล.

 ASTVผู้จัดการรายวัน - “สารี” นำทีมผู้บริโภคทวงคืนสมบัติแผ่นดินจากปตท. ยื่นคำร้องให้ศาลปกครองสูงสุดไต่สวนกรณีปตท. คืนทรัพย์สินแผ่นดินให้รัฐไม่ครบ ยังเหลืออีกกว่า 189,715 ล้านบาท แฉพฤติกรรมหมกเม็ด ปตท.ทำเพิกเฉยไม่ส่งคืนทรัพย์สินตามการตรวจสอบของสตง. กว่า 3.2 หมื่นล้าน กรมธนารักษ์ออกโรงป้องปตท. ตีความส่งคืนทรัพย์สินแค่16,176 ถูกต้องแล้ว ด้านกบง.รีบอนุมัติแผนจ่ายหนี้แอลพีจีคืนปตท. 7,900 กว่าล้าน ในเดือนเม.ย.นี้ ไม่สนถูกติงมีเงื่อนงำ
       
        วานนี้ (3 มี.ค.) ที่สำนักงานศาลปกครองสูงสุด กรุงเทพฯ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วย นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม เข้ายื่นหนังสือคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เปิดไต่สวนกรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาล โดย ปตท. ได้ทำการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินเพียง 16,176 ล้านบาท ยังเหลือทรัพย์สินแผ่นดินที่ไม่ได้โอนคืนอีกกว่า 189,715 ล้านบาท

        การยื่นคำร้องครั้งนี้ เป็นผลมาจากกรณีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดในการแปลงสภาพ ปตท. ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวก รวม 5 คน โดยศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 50 ให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐ จากปตท. คืนให้แก่รัฐนั้น

        นางสาวสารี กล่าวว่า ทรัพย์สินซึ่งบริษัท ปตท. ได้แบ่งแยกคืนให้แก่แผ่นดินเมื่อเดือนธ.ค. 51 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,176.22 ล้านบาท ประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน 1.42 ล้านบาท สิทธิการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาทและระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก่อนที่จะมีแปรรูปมา เป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 1 ต.ค. 44 ซึ่งการโอนคืนทรัพย์สินของปตท.จำนวนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการตรวจสอบของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่บริษัทปตท. ยังต้องคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 32,613 ล้านบาท

        นอกจากนั้น จากการตรวจสอบเพิ่มเติมขององค์กรผู้บริโภค พบว่า ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากการแปรรูปบริษัทปตท.ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 44 นั้น ไม่มีการโอนคืนแต่อย่างใด ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 157,102 ล้านบาท โดยทรัพย์สินทั้งหมดนี้ได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนซึ่ง ปตท. จะต้องคืนให้แก่รัฐตามคำพิพากษาของศาลเช่นกัน

        ทั้งนี้ ทรัพย์สินที่ต้องคืนให้กับกระทรวงการคลัง แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการแปรรูปที่ใช้ที่ดินราชการและที่สาธารณะ ได้แก่ แนวท่อส่งก๊าซที่อยู่ในที่ดินทางหลวงและในทะเล มูลค่ารวม 32,613 ล้านบาท (ตามการตรวจสอบของสตง.)

        กลุ่มที่สอง คือ ทรัพย์สินหลังการแปรรูปกิจการในโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติกว่า 10 โครงการ มูลค่า 157,102 ล้านบาท ได้แก่ การรอนสิทธิที่ดินเอกชนในการวางระบบท่อก๊าซหลังการแปรรูป คือ ท่อก๊าซเส้นระยอง-บางปะกง, บางปะกง-วังน้อย, วังน้อย-แก่งคอย,ไทรน้อย-พระนครใต้/เหนือ ไทย-มาเลเซีย รวมถึงระบบท่อส่งก๊าซทั้งที่อยู่ในทะเลและในเขตทางหลวงที่ก่อสร้างหลังการ แปรรูป อาทิ เช่น ท่อเส้นที่ 3 ท่อแยกไปราชบุรี ท่อแยกไปทับสะแก ท่อไทย-มาเลเซีย รวมทรัพย์สินทั้งสองกลุ่มเท่ากับ 189,715 ล้านบาท

        นางสาว สารี กล่าวย้ำว่า เหตุที่ทรัพย์สินที่ได้มาหลังการแปรรูปของ ปตท. ถือเป็นของแผ่นดินเพราะว่าหลังแปรรูป ปตท.ยังใช้อำนาจมหาชน ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐเพื่อการรอนสิทธิที่ดิน ใช้ที่ดินราชการ และที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ของบริษัทปตท.

       ผู้ฟ้องคดี จึงร้องต่อศาลฯ ขอได้โปรดทำการไต่สวนและออกหมายเรียกผู้ถูกฟ้องคดีมาไต่สวนเกี่ยวกับ ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะต้องแบ่งแยกคืนทรัพย์สิน อันเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินเพิ่มเติมเป็นมูลค่าอีก 189,715 ล้านบาทให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ทำการแบ่งแยกคืนให้รัฐทั้งสิ้น ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

       สำหรับรายละเอียดทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มูลนิธิผู้ บริโภคร้องศาลฯให้ไต่สวนปตท. เพื่อส่งมอบคืนทรัพย์สิน มีดังนี้ ทรัพย์สินในโครงการท่อส่งก๊าซฯ ซึ่งได้มาก่อนแปรรูป 1 ต.ค. 44 แยกเป็น ที่ดินที่เป็นทรัพย์สินหรือเป็นที่ตั้งของทรัพย์สิน ส่วน ก) ที่ดินเอกชนเดิม ที่เวนคืนและรอนสิทธิ คือ ท่อส่งก๊าซฯ ระยอง-บางปะกง-พระนครใต้ (ท่อสายประธาน) ทรัพย์สินที่ได้มาจากการรอนสิทธิ คือ ท่อส่งก๊าซฯ บางปะกง-วังน้อย (ท่อคู่ขนาน) ท่อก๊าซฯ จากชายแดนไทยพม่า-ราชบุรี และราชบุรี – วังน้อย รวมที่ดิน/สิทธิและระบบท่อ มูลค่า 16,176 ล้านบาท ส่วนนี้ปตท.ส่งมอบคืนรัฐแล้ว

       ทรัพย์สินส่วนที่เป็นทรัพย์สินหรือเป็นที่ตั้งของทรัพย์สินในที่ดิน ราชการ ตามแนวทางหลวงซึ่งเวนคืนจากเอกชน คือ ท่อบางส่วนของโครงการท่อสายประธานและท่อคู่ขนาน, ท่อสายประธาน บาลพลี –สระบุรี มูลค่า 14,393 ล้านบาท และส่วนท่อก๊าซฯในที่สาธารณะ คือ ท่อในทะเลในเขตน่านน้ำของไทย ประกอบด้วยท่อเส้นที่ 1 (ท่อสายประธาน) ท่อเส้นที่ 2 (ท่อคู่ขนาน) และท่อเส้นเอราวัณ-ขนอม มูลค่า 18,220 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินส่วนนี้ตามการตรวจสอบของ สตง. ทาง ปตท. ต้องส่งคืนรัฐ รวมมูลค่า 32,613 ล้านบาท

       กลุ่มทรัพย์สินที่ได้มาหลังการแปรรูป ประกอบด้วย ท่อส่งก๊าซฯ บนที่ดินเอกชนเดิมที่มีการเวนคืนและรอนสิทธิ ประกอบด้วย เส้นระยอง – บางปะกง (ท่อเส้นที่ 3), บางปะกง-วังน้อย, วังน้อย – แก่งคอย, ไทรน้อย – พระนครเหนือ/ใต้, ไทย – มาเลเซีย บวกหน่วยเพิ่มความดัน 3 จุด และหน่วยเพิ่มความดันในทะเล/บก

       ท่อก๊าซฯ บนที่ดินราชการตามแนวทางหลวงซึ่งเวนคืนจากเอกชน ประกอบด้วยท่อบางส่วนของโครงการในส่วน ก) และส่วนท่อก๊าซฯ ในที่สาธารณะคือ ท่อในทะเลและในเขตน่านน้ำของไทย ประกอบด้วย ท่อเส้นที่ 3, ท่อแยกไปราชบุรี, ท่อแยกไปทับสะแก และท่อไทย-มาเลเซีย รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ ปตท. ใช้พรฎ.อำนาจ สิทธิ บริษัท ปตท. ภายหลังการแปรรูป 157,019 ล้านบาท
       
       ***ธนารักษ์ป้อง ปตท.
       
       นายอำนวย ปรีมนวงศ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ เปิดเผยกรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นคำร้องให้ศาลปกครองสูงสุดไต่สวนกรณี บมจ.ปตท. คืนทรัพย์สินแผ่นดินให้รัฐไม่ครบ ยังเหลืออีกกว่า 189,715 ล้านบาท ว่า หลังศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อปลายปี 50 ให้ บมจ.ปตท.คืนทรัพย์สินให้แผ่นดิน กรมธนารักษ์จึงร่วมกับ บมจ.ปตท. พิจารณาว่ามีที่ดิน ท่อก๊าซและทรัพย์สินเหนือแผ่นดินที่ใดบ้างที่จะต้องคืนให้รัฐ ซึ่งจากข้อสรุปพบว่า บมจ.ปตท.ได้แบ่งแยกทรัพย์สินคืนให้แก่แผ่นดินเมื่อเดือน ธ.ค.51 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,176.22 ล้านบาท และรายละเอียดทั้งหมดกรมธนารักษ์ได้ส่งให้ศาลปกครองพิจารณาแล้ว ซึ่งจนถึงขณะนี้ศาลฯยังไม่ได้ส่งหนังสือกลับคืนหรือท้วงติงแต่อย่างใด
       "การตีความว่าทรัพย์สินที่ ปตท.คืนให้แผ่นดินครบหรือไม่ กรมธนารักษ์ได้ตีความร่วมกับ ปตท. ว่ามีพื้นที่หรือทรัพย์สินส่วนใดบ้าง ซึ่งทั้งหมดเรายืนยันว่าถูกต้องและได้ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาแล้วทั้งหมด ส่วนที่เหลือที่ ปตท.จะต้องคืนหรือไม่เราไม่ทราบ ซึ่งคงต้องให้ศาลปกครองพิจารณา" นายอำนวยกล่าว
       
       **** กบง.รีบอนุมัติแผนจ่ายหนี้แอลพีจีคืนปตท.
       
       น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วานนี้(3มี.ค.) ว่า ที่ประชุมมีมติใช้คืนหนี้นำเข้าก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในช่วงปี’51 ที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รับภาระนำเข้าไปเป็นเงินรวม 7,948 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายได้ในเดือนเม.ย.นี้หลังเป็นช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหมด ภาระการดูแลการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันหมดลง

        “การจ่ายหนี้จะแยกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกจะจ่ายหนี้ใหม่ได้ทันทีคือตั้งแต่การนำเข้าในเดือนม.ค. 2552 เป็นต้นไปแต่วงเงินจะต้องไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อเดือน หากเกินก็จะต้องเข้ากบง.เห็นชอบก่อน ซึ่งหากขอเคลมมาก็จ่ายทันที ส่วนหนี้เก่าที่นำเข้าและจ่ายไปแล้วทั้งหมดคือ 7,948 ล้านบาทจะทยอยจ่ายเป็นเวลา 2 ปี น่าจะเริ่มเดือนเม.ย.” รมว.พลังงานกล่าว

        สำหรับรายได้ของกองทุนฯเมื่อหมดภาระดูแลภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็จะมีเงินไหล เข้าเดือนละ 3,000 ล้านบาทก็จะมาดูการบริหารในการนำมาจ่ายคืนหนี้ปตท.ในแต่ละช่วงจังหวะที่ เหมาะสม และเพื่อให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมนโยบายแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมาในเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาแอลพีจีที่ประชุมมีมติให้ชะลอการปรับ ราคาก๊าซแอลพีจีออกไปก่อน เนื่องจากราคายังอยู่ในระดับต่ำและสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 26 ก.พ. 52 นั้น มีเงินสุทธิ 19,840 ล้านบาท มีหนี้สิ้นกองทุน 3,223 ล้านบาท ซึ่งแยกเป็นหนี้ค้างชำระชดเชย 3,011 ล้านบาท และงบประมาณบริหารและโครงการซึ่งได้รับอนุมัติแล้ว 212 ล้านบาท

       อนึ่ง การจ่ายหนี้จากการนำเข้าแอลพีจีให้ปตท. ถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคมว่า มีการนำเข้าแท้จริงหรือไม่และขอให้ ปตท. แสดงรายละเอียดต่อสาธารณชนให้ชัดเจน ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริม สร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้เข้ามาตรวจสอบตามที่มีกลุ่มตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้ก๊าซแอลพีจี มายื่นข้อร้องเรียน

- ผู้จัดการรายวัน  4/3/52

พิมพ์ อีเมล

สารีร้องศาลปกครอง-ปตท.คืนทรัพย์สินไม่ครบ

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นคำร้องให้ศาลปกครอง สูงสุดไต่สวนกรณี ปตท. คืนทรัพย์สินแผ่นดิน ไม่ครบยังเหลืออีกกว่า 1.89 แสนล้านบาท ด้าน ปตท.ยืนยันคืนทรัพย์สินให้รัฐหมดแล้ว สอดรับกับกรมธนารักษ์

วานนี้ (3 มี.ค.) ที่สำนักงานศาลปกครองสูงสุด กรุงเทพฯ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เปิดไต่สวนกรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดย ปตท. ได้แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินเพียง 16,176 ล้านบาท ยังเหลือทรัพย์สินแผ่นดินที่ไม่ได้โอนคืนอีกกว่า 189,715 ล้านบาท กรณีศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2550 ให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐ จาก ปตท. คืนให้แก่รัฐ

นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น ปตท. กล่าวว่า ปตท.ยืนยันและมั่นใจว่าได้โอนทรัพย์สินไปตามคำสั่งศาลปกครองไปครบถ้วนแล้ว โดยที่ผ่านมา ได้แจ้งไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง พลังงาน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดอีก ก็ให้เป็นกระบวนการของศาลปกครองที่จะตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอำนวย ปรีมนวงศ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ กล่าวว่า หลังศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อปลายปี 2550 ให้ ปตท.คืนทรัพย์สินให้แผ่นดิน กรมธนารักษ์ได้ร่วมกับ ปตท.พิจารณา ว่า มีที่ดิน ท่อก๊าซและทรัพย์สินเหนือแผ่นดินที่ใดบ้างที่ต้องคืนรัฐ

จากข้อสรุปพบว่า ปตท. แบ่งทรัพย์สินที่คืนให้แผ่นดิน เมื่อเดือน ธ.ค. 2551 มูลค่า 16,176.22 ล้านบาท ประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน 1.42 ล้านบาท สิทธิการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาท และระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของ ปตท.ก่อนการแปรรูป เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2544 และรายละเอียดทั้งหมดกรมธนารักษ์ส่งให้ศาลปกครองพิจารณาแล้ว ซึ่งถึงขณะนี้ ศาลปกครองยังไม่ได้ส่งหนังสือกลับคืนหรือท้วงติงมา

 

- กรุงเทพธุรกิจ  4/3/52

พิมพ์ อีเมล

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องศาลฯไต่สวนปตท.ทวงคืนสมบัติแผ่นดินอีก1.8 แสนล้าน

 ASTVผู้จัดการออนไลน์ - “สารี” นำทีมผู้บริโภคทวงคืนสมบัติแผ่นดินจาก ปตท. ยื่นคำร้องให้ศาลปกครองสูงสุดไต่สวนกรณี ปตท. คืนทรัพย์สินแผ่นดินให้รัฐไม่ครบ ยังเหลืออีกกว่า 189,715 ล้านบาท แฉพฤติกรรมหมกเม็ด ปตท. ทำเพิกเฉยไม่ส่งคืนทรัพย์สินตามการตรวจสอบของ สตง. กว่า 3.2 หมื่นล้าน

    
       วันนี้ (3 มี.ค.) เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานศาลปกครองสูงสุด กรุงเทพฯ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วย นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ ๔ เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม เข้ายื่นหนังสือคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เปิดไต่สวนกรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาล โดย ปตท. ได้ทำการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินเพียง 16,176 ล้านบาท ยังเหลือทรัพย์สินแผ่นดินที่ไม่ได้โอนคืนอีกกว่า 189,715 ล้านบาท
      
       จากกรณีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดในการแปลงสภาพ ปตท. ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวก รวม 5 คน ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐ จากปตท. คืนให้แก่รัฐนั้น
       
       นางสาวสารี กล่าวว่า ทรัพย์สินซึ่งบริษัท ปตท. ได้แบ่งแยกคืนให้แก่แผ่นดินเมื่อเดือนธันวาคม 2551 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,176.22 ล้านบาท ประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน 1.42 ล้านบาท สิทธิการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาทและระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก่อนที่จะมีแปรรูปมา เป็นบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ซึ่งการโอนคืนทรัพย์สินของปตท.จำนวนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการตรวจสอบของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่บริษัทปตท. ยังต้องคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 32,613 ล้านบาท
       
       นอก จากนั้น จากการตรวจสอบเพิ่มเติมขององค์กรผู้บริโภค พบว่า ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากการแปรรูปบริษัทปตท.ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2544 นั้น ไม่มีการโอนคืนแต่อย่างใด ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 157,102 ล้านบาท โดยทรัพย์สินทั้งหมดนี้ได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนซึ่ง ปตท. จะต้องคืนให้แก่รัฐตามคำพิพากษาของศาลเช่นกัน
       
       ทั้ง นี้ ทรัพย์สินที่ต้องคืนให้กับกระทรวงการคลัง แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการแปรรูปที่ใช้ที่ดินราชการและที่สาธารณะ ได้แก่ แนวท่อส่งก๊าซที่อยู่ในที่ดินทางหลวงและในทะเลมูลค่ารวม 32,613 ล้านบาท (ตามการตรวจสอบของสตง.)
       
       กลุ่มที่สอง คือ ทรัพย์สินหลังการแปรรูปกิจการในโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติกว่า 10 โครงการ มูลค่า 157,102 ล้านบาท ได้แก่ การรอนสิทธิที่ดินเอกชนในการวางระบบท่อก๊าซหลังการแปรรูป คือ ท่อก๊าซเส้นระยอง-บางปะกง ,บางประกง-วังน้อย ,วังน้อย-แก่งคอย ,ไทรน้อย-พระนครใต้/เหนือ ไทย-มาเลเซีย รวมถึงระบบท่อส่งก๊าซทั้งที่อยู่ในทะเลและในเขตทางหลวงที่ก่อสร้างหลังการ แปรรูป อาทิ เช่น ท่อเส้นที่ 3 ท่อแยกไปราชบุรี ท่อแยกไปทับสะแก ท่อไทย-มาเลเซีย รวมทรัพย์สินทั้งสองกลุ่มเท่ากับ 189,715 ล้านบาท” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว
       
       นาง สาว สารี กล่าวย้ำว่า เหตุที่ทรัพย์สินที่ได้มาหลังการแปรรูปของ ปตท. ถือเป็นของแผ่นดินเพราะว่าหลังแปรรูป ปตท.ยังใช้อำนาจมหาชน ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐเพื่อการรอนสิทธิที่ดิน ใช้ที่ดินราชการ และที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ของบริษัทปตท.

 

- ผู้จัดการออนไลน์ 4/3/52

พิมพ์ อีเมล

สารีเล็งร้องศาลปค.ให้ปตท.คืนทรัพย์

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เล็งร้องศาลปกครองสูงสุด ให้ ปตท. คืนทรัพย์สินเกือบ 2 แสนล้าน ให้แผ่นดิน

นาง สาวสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า มูลนิธิ พร้อมเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้ไต่สวนกรณี ทรัพย์สินที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้คืน แก่แผ่นดิน มูลค่ากว่า 189,715 ล้านบาท ในวันที่ 3 มีนาคม เวลา 11.00 น. หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ บริษัท ปตท. คืนทรัพย์สินบางส่วนให้แก้รัฐ ในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องให้เพิกถอนการแปรรูป ปตท.

 

- ไอ.เอ็น.เอ็น 3/3/52

พิมพ์ อีเมล

วิวาทะ กรณีขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม

กลายเป็น “วิวาทะ” ระหว่างเอ็นจีโอกับปตท.มาพักใหญ่ ถึงความจำเป็นในการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม แม้ว่ารัฐบาลจะเบรคการขึ้นราคาไปแล้ว ก็ตาม

อย่าง ไรก็ตาม บมจ.ปตท.ในฐานะผู้ค้าก๊าซรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้แบกรับภาระการอุ้มราคาก๊าซหุงต้มเป็นเงินกว่า 8 พันล้านบาท เรียกร้องว่า ในจังหวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเช่นนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้างราคา พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือก๊าซฯ


ในฐานะที่กรุงเทพธุรกิจเป็นสื่อที่เกาะติดเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รวบรวมบทความที่กลายเป็นวิวาทะ รวมถึงมุมมองที่เป็นกลางของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เพื่อให้สังคมได้ร่วมกันสังเคราะห์

โดยในมุมมองของนักวิชาการด้านพลังงานอย่าง “พรายพล คุ้มทรัพย์” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ค่อนข้าง "เห็นด้วย" กับการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม โดยเขาได้หยิบยกทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มาอ้างอิง อย่างตรงไปตรงมา และยังเสนอทางออกของปัญหา โดยระบุว่า…

การนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม มาเป็นเวลานาน พูดตามจริงแล้ว ต้องถือว่าเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนพฤติกรรมการใช้ โดยเฉพาะการนำก๊าซหุงต้มมาใช้ในภาคขนส่ง

เมื่อกลไกตลาดถูกบิดเบือน ไม่สะท้อนความเป็นจริงของต้นทุนการผลิต ทำให้เกิดการส่งสัญญาณ ที่ผิดๆไปยังผู้ใช้

“ระหว่างการใช้ก๊าซหุงต้มในภาคขนส่ง กับการใช้ในภาคครัวเรือน มองในแง่เศรษฐศาสตร์ ถ้าเราเอาก๊าซหุงต้มในราคาที่ไม่ได้อุดหนุนไปใช้ในรถยนต์ เปรียบเทียบกับการใช้น้ำมัน ถือว่า ค่อนข้างแพง”

เขายังระบุว่า ผลพวงจากการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม ผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้กระจายการใช้มาถึงภาคขนส่ง โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้น 20-30% ของปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มในประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการใช้ในภาคครัวเรือน


แต่พรายพลเห็นว่า อัตราดังกล่าว เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่ “เร็ว และ แรง” จนน่ากังวล

ประเด็นดังกล่าว ยังถือเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ผลักดันให้การผลิตก๊าซหุงต้มเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จนถึงขั้นต้อง “นำเข้า” ก๊าซหุงต้ม ในปีที่ผ่านมา

กลายเป็น “ตัวเร่ง” สำคัญ ทำให้ ปตท.ในฐานะผู้ค้าก๊าซหุงต้มรายใหญ่ที่สุดของประเทศ อดรนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาผลักดันให้มีการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม

นั่นเพราะ…ทุกตันของการนำเข้า ย่อมหมายถึง ภาระขาดทุนของปตท.

“เดิมทีเมื่อก๊าซหุงต้มยังเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ปตท.ยังคงไม่ขาดทุนจากการอุดหนุนราคา แต่กำไรน้อย เพราะสามารถผลิตเนื้อก๊าซฯได้เองในประเทศ

แต่พอระยะหลังเมื่อปีที่แล้ว ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นถึงขนาดต้องนำเข้ามาใช้ ปตท.ก็ขาดทุนเห็นๆ เพราะต้องจ่ายเงินออกไป

แน่นอนราคาก๊าซฯในต่างประเทศที่ซื้อเข้ามา ย่อมมีราคาที่สูงกว่าราคาก๊าซฯ ซึ่งปตท.ผลิตได้เอง

“จะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนมีก๊าซหุงต้มเหลือ จนต้องส่งออก ปตท.ก็ยังพอมีเงินมาตู๊ กับการขายในประเทศในราคาที่ถูกอุดหนุน แต่พอปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น จนถึงขั้นขาดแคลนต้องนำเข้าก็เริ่มขาดทุนเห็นๆ” พรายพล อธิบายให้เห็นภาพ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซหุงต้มไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ปตท.นำก๊าซฯที่ได้ไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยมีปตท.เข้าไปถือหุ้นในฐานะบริษัทแม่

แต่หากจะมองอย่างเป็นธรรมแล้ว จะเห็นว่าการนำก๊าซฯไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะได้มูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าการนำมา “เผาทิ้ง” เป็นก๊าซหุงต้ม

“ในแง่ของประเทศชาติ ถือว่าดีกว่า” เขาระบุเช่นนั้น

ส่วนความเหมาะสมในการกำหนดราคาจำหน่าย เหตุใดจึงต้องอ้างอิง “ราคาตลาดโลก”นั้น พรายพล ระบุว่า ราคาตลาดโลก ก็ถือเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ต้องคำนึงถึง

แต่สูตรคำนวณราคาก๊าซหุงต้มในไทย ได้ถ่วงน้ำหนักระหว่างราคาก๊าซหุงต้มในตลาดโลกกับราคาเนื้อก๊าซในประเทศ ตามนโยบายกำหนดราคาแบบกึ่งลอยตัว ซึ่งมีการควบคุมราคา ณ โรงแยกก๊าซฯ และ ณ โรงกลั่น ไว้ชัดเจน

“ตอนนี้ปตท.ต้องควักเนื้อ จากส่วนต่างของราคาตลาดโลกกับราคาควบคุม กลายเป็นการเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจ

รัฐโดยกองทุนน้ำมันฯต้องควักเนื้อ เป็นหนี้ปตท.จากการอุดหนุนราคา จะว่าไปแล้วต้นทุนที่เป็นจริง ยังสูงกว่าราคาตลาดโลก หรือต้นทุนเนื้อก๊าซในประเทศด้วยซ้ำ” พรายพล ระบุเช่นนั้น

ถามว่า “ใคร” ได้ประโยชน์จากการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ?

พรายพล ระบุว่า ไม่พูดว่าใครได้ประโยชน์ แต่อย่างน้อยปตท.ไม่ขาดทุน ในทางเศรษฐศาสตร์ การกำหนดราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ถือเป็นการกระจายทรัพยากรที่ถูกต้องเหมาะสม ช่วยทำให้เกิดการประหยัดการใช้ ลดการนำเข้า

ถามถึง “ทางออก” ในการแก้ไขปัญหานี้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ปตท.ขาดทุนลดลง ขณะที่ผู้ใช้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ก็ได้รับการเบาเทาเบาบางผลกระทบ

พรายพล เสนอแนวทางว่า รัฐควรจะเลือก “อุดหนุน” ราคาก๊าซหุงต้มเฉพาะในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง คล้ายๆกับการดำเนินมาตรการยกเว้นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ให้กับประชาชนที่ใช้น้ำ-ไฟ ไม่เกินอัตราที่กำหนด หรือการลดราคาน้ำมันให้กับกลุ่มประมง

โดยยืนยันว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการอุดหนุนราคาแบบ “เหวี่ยงแห”

“ถ้าไม่พูดถึงการใช้ก๊าซหุงต้มในรถยนต์ พูดถึงแต่การใช้ก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน ก็พอจะมีเหตุผลในการอุดหนุนราคาอยู่บ้าง แต่จริงๆการอุดหนุนควรเลือกอุดหนุนกับคนที่ยากจน เราไม่สามารถจะให้การอุดหนุนในภาพรวมได้ ซึ่งรัฐจะต้องไปหาวิธีดำเนินการ แยกคนรวย คนจน แน่นอนเศรษฐี คนชั้นกลาง ไม่มีความจำเป็นต้องเข้ามาอุดหนุนราคา”

พรายพล ระบุว่า กรณี ของต่างประเทศที่ใช้คือ “การขึ้นทะเบียนคนจน” เมื่อคนกลุ่มนี้เดือดร้อน จากสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ราคาแพง รัฐก็จะไปช่วยคนกลุ่มนี้ เช่น ให้เงินช่วยเหลือ หรือลดราคาสินค้าให้เฉพาะกลุ่ม


สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงบทบาทของปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชน กับการยึดถือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นั้น   พรายพล ระบุว่า เป็นเรื่องอุดมคติ

โดยเขายอมรับว่า ในอดีตก่อนที่ปตท.จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับอภิสิทธิ์ในการดำเนินการหลายอย่างในฐานะบริษัทของรัฐ แต่ปตท.ก็ต้องเข้าไปเป็นกลไกของรัฐในการแทรกแซง โดยกดราคา ทำให้ผู้เล่นในตลาดรายอื่น เกิดขึ้นยาก

“ก่อนปตท.เข้าตลาดฯ รัฐจะเฟเวอร์ปตท. เพราะปตท.ถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ก็ได้สิทธิประโยชน์ต่างๆเหนือบริษัทในธุรกิจเดียวกันทำให้ปตท.ครองตลาดก๊าซฯมาตลอด แต่ตอนนั้นราคาตลาดโลกก็ยังไม่แพง แม้รัฐจะอุดหนุนแต่ตอนนั้นปตท.ก็ยังมีกำไร ผิดกับในขณะนี้”

เรียกว่า ปตท.ต้องผูกขาดธุรกิจ เพราะจำใจต้องผูกขาด “พรายพล” กล่าวอย่างนั้น

แต่ก็ไม่มีทฤษฎีไหนที่บอกว่า พอปตท.เป็นบริษัทพลังงานของรัฐ แล้วต้องขายของ “ขาดทุน” มีแต่บอกว่า ต้องทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพ และทำธรกิจให้มีกำไรสมเหตุสมผล ไม่ผูกขาด ไม่เอารัดเอาเปรียบ

“ไม่ใช่มาบอกว่าให้ปตท.เอากำไรจากธุรกิจอื่นไปชดเชยขาดทุน เพราะอย่าลืมว่ารัฐเป็นเจ้าของปตท.ถือหุ้นปตท.เกินครึ่ง รัฐได้เงินจากการปันผล และเงินเข้าคลัง จริงๆแล้วรัฐต้องเข้ามาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถึงจะถูก”


ข้อเท็จจริงความจำเป็นในการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG)

ความจำเป็นในการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ???

ปตท.ลั่นชดเชยครบหมื่นล.!! เลิกอุ้มก๊าซหุงต้ม

ร้องวุฒิรัฐทุ่ม8พันล.หนุนปตท.นำเข้าLPG

 

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 12/2/52

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน