ตลก.ศาลวัดความกว้างซ.ร่วมฤดีก่อนสั่งระงับ

ตุลาการศาลฯลงพื้นที่สืบความกว้างซอยร่วมฤดี หลัง"นพ.สงคราม-แพทย์หลวง-ขวัญแก้ว-ผู้พักอาศัย"ฟ้อง"อภิรักษ์-ผอ.เขต ปทุมวัน"ก่อสร้างเกินกม.กำหนด

ที่ซอยร่วมฤดี เขตปทุมวัน-นายไพศาล บุญเกิด และนายพินิจ มั่นสัมฤทธิ์ องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ลงพื้นที่เผชิญสืบตรวจสอบสถานที่ความกว้างของซอยร่วมฤดี บริเวณที่ตั้งอาคารสูงว่ากว้างเกิน 10 เมตรหรือไม่ เพื่อนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1475/2551 ที่ นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์หลวง , นายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง , อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประชาชนที่อยู่อาศัยในซอยร่วมฤดี รวมทั้งสิ้น 24 ราย ได้มอบอำนาจให้นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสาเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ยื่นฟ้อง นายสุรเกียรติ์ ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการเขตปุทมวัน (ขณะดำรงตำแหน่ง ปี 2551) และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ขณะดำรงตำแหน่งปี 2551) ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 17 ก.ย.51 ที่ผ่านมา เรื่องละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีออกเอกสารรับรองความกว้างของถนนซอยร่วมฤดีเกินกว่าความเป็นจริง โดยระบุว่า มีความกว้างต่อเนื่อง 10 เมตร ให้กับบริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัททับทิมทร จำกัด เพื่อนำไปยื่น แบบก่อสร้างอาคารสูง โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับอนุญาต ตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ทั้งที่ความจริง ความกว้างของถนน ไม่ได้กว้าง 10 เมตรต่อเนื่องกัน จึงเป็นเหตุให้มีการก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนที่พักอาศัยในซอยร่วมฤดี และกระทบต่อสาธารณะประโยชน์ของประชาชนทุกครัวเรือนที่ต้องเสี่ยงภยันตราย ทั้งด้านอัคคีภัย และการจราจรที่แออัด


ทั้งนี้ ผู้ฟ้อง ขอให้ศาลออกไปเผชิญสืบตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อยุติเขตทาง ซ.ร่วมฤดี และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง สั่งระงับหรือรื้อถอนการก่อสร้างในส่วนที่ผิดกฎหมายทั้งหมด ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด

นายเฉลิมพงษ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสาเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า หลังจากที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางแล้ว เขาได้ให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ซ.ร่วมฤดี มีความกว้าง 10 เมตรยาวต่อเนื่องกันหรือไม่ ตามที่กฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงเกิน 23 เมตรหรือมีเนื้อที่ใช้สอยเกิน 10,000 ตารางเมตร ในพื้นที่ซอยกว้างไม่ถึง 10 เมตรยาวต่อเนื่องกัน โดยศาลได้มีคำสั่งให้คณะผู้ฟ้องคดี , ผู้ถูกฟ้องคดี และเจ้าพนักงานของกรมที่ดินผู้ได้ทำการรังวัด มาชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานที่ ซ.ร่วมฤดีบริเวณก่อสร้าง ในวันนี้(18มี.ค.)

"สำนักงานเขตปทุมวัน ได้อ้างว่า ต้องทำการรังวัดที่ดินตลอดซอย เพื่อหาข้อเท็จจริงมาเป็นเวลา 3 ปีเศษ แต่รังวัดไม่เสร็จ ซึ่งซอยนี้ยาวประมาณ 1,200 เมตร รังวัดซอยได้ยาวเพียงประมาณ 600 เมตร ผลการรังวัดปรากฏว่า ความกว้างซอยร่วมฤดีส่วนใหญ่กว้างไม่ถึง 10 เมตร แต่ก็เปิดโอกาสให้บริษัททำการก่อสร้างมา 3 ปี โดยไม่ต้องรับใบอนุญาต โดยผู้อำนวยการเขตปทุมวัน อ้างว่า เป็นผู้ดูแลที่สาธารณะตามกฎหมาย จึงมีอำนาจออกหลักฐานทางราชการเอง เป็นที่ทราบกันในหมู่ชาวบ้านซอยร่วมฤดีว่า ซอยร่วมฤดีไม่เคยกว้างถึง 10 เมตรตลอดแนว ตั้งแต่มีซอยร่วมฤดีเป็นถนนสาธารณะ ซึ่งตรงกับหลักฐานที่เก็บรักษาไว้ที่กรุงเทพมหานคร" นายเฉลิมพงษ์ กล่าว

เขาระบุว่า ที่ผ่านมา ประชาชนผู้ที่อาศัยอยู่ในซอยร่วมฤดี และเป็นเจ้าของที่ดินติดกับซอยร่วมฤดี ต่างออกมาร้องเรียน ผอ.เขตปทุมวัน และผู้ว่า ฯ กทม. ตั้งแต่ต้นปีพ.ศ.2549 และร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2550 สำนักงานเขตปทุมวันก็ไม่ดำเนินการ การทักท้วงการก่อสร้าง เนื่องจาก ผอ.ขตปทุมวันได้ออกใบรับรองความกว้างของซอย 10 เมตร ให้กับผู้ก่อสร้าง จึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหนังสือรับรองดังกล่าว และเปิดโอกาสให้มีการก่อสร้างอาคารสูงได้ต่อเนื่อง เหตุการณ์แบบนี้ อาจจะคล้ายกับอาคารซานติก้าผับที่ไฟไหม้ ซึ่งเป็นอดีต ผอ.เขตวัฒนา ผู้นี้ย้ายมาเป็น ผอ.เขตปทุมวัน และกำลังถูกพิจารณาลงโทษ

นายเฉลิมพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานเขตปทุมวัน ได้ทำการรังวัด ซ.ร่วมฤดีเมื่อวันที่ 21 ส.ค.50 และวันที่ 9 พ.ย.50 โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่แสดงแนวเขตทาง ซ.ร่วมฤดีกว้าง 10 เมตร จากถนนเพลินจิตถึงบริเวณก่อสร้างอาคารสูง 24 ชั้น และ 18 ชั้น เพื่อเอาแผนที่นี้แสดงต่อสาธารณะชนว่า ซ.ร่วมฤดีกว้าง 10 เมตร ทั้งที่กรมที่ดินก็ได้ปฏิเสธการออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวงให้แก่ ซ.ร่วมฤดี

ด้วยเหตุนี้ การแสดงหลักฐานของโฉนดที่ดินของเอกชน ที่อยู่ติดกับซอย และการวัดความกว้างของ ซ.ร่วมฤดีประกอบคำชี้แจงต่อศาลในวันเผชิญสืบในวันนี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ศาลจะนำข้อมูลหลักฐานไปพิจารณาว่า ผอ.เขตปทุมวัน และผู้ว่าฯ กทม.ละเลยต่อหน้าที่หรือไม่

ขณะที่ ศ.ไขแสง ศุขะวัฒนะ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดิน และอยู่ในซ.ร่วมฤดี มานาน 78 ปี กล่าวว่า เป็นเจ้าของที่ดินติดกับ ซ.ร่วมฤดี อยู่ตรงกันข้ามกับอาคารชุด แอนธินี่ เรสซิเด้นท์ รั้วบ้านบ้านเดิมก็ตรงกับแนวหลักเขต เป็นไปไม่ได้ที่กำแพงรั้วของตนและของผู้อื่น ที่อยู่ในแนวเดียวกันจะรุกล้ำที่สาธารณะตามที่สำนักงานเขตปทุมวันอ้างต่อ ศาล

"แปลกใจมาก ที่ได้เห็นแผนที่รังวัดโดยสำนักงานเขตปทุมวัน ชี้ให้กรมที่ดินทำแผนที่รังวัดเมื่อวันที่ 9 พ.ย.50 กำหนดตำแหน่งตะปู แสดงเขตทาง ซ.ร่วมฤดีในแผนที่ ซึ่งล้ำเข้ามาในที่ดินลึกเข้ามา 40 กว่าเมตร โดยไม่ได้ทราบเรื่องมาก่อน" ศ.ไขแสง กล่าว

เขาบอกว่า กำแพงรั้วที่บ้าน ก็เป็นแนวเส้นตรง ต่อเนื่องจากรั้วข้างเคียง ติดต่อกันยาวประมาณ 600 เมตรจากปาก ซ.ร่วมฤดี ด้านถนนเพลินจิต จนถึงกำแพงรั้วของที่ก่อสร้าง และยังมีเสาไฟฟ้าเดิม ปักอยู่ห่างรั้วห่างจากขอบทางตามระยะ ตามที่ระบุไว้ในทะเบียนตลอดแนวตั้งแต่ปากซอย

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 19-3-52

พิมพ์ อีเมล

รื้อPDP (จับกระแสพลังงาน)

 9 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการประชุม "คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ" หรือ กพช. วาระสำคัญอยู่ที่การปรับปรุง "แผนพัฒนาผลิตไฟฟ้าในระยะยาว" ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ระหว่างปี 2551-2564

ข้อสรุปที่ได้ คือ กพช.ได้ลดงบลงทุนตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศลง 4.68 แสนล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง จนทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง โดยงบลงทุนที่หายไปมาจากการ "เลื่อน" โครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนปี 2552-2558 ออกไป 1 ปี นอกจากนี้ยังปรับแผน "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" จากเดิมปี 2563-2564 จะสร้าง 2 โรง ปีละ 2,000 เมกะวัตต์ เหลือปีละ 1,000 เมกะวัตต์ และให้เลื่อนออกไป 1 โครงการเป็นเวลา 1 ปี

อย่างไรก็ดี แม้แผน PDP ฉบับปรังปรุงใหม่ จะมีการเลื่อนโครงการสร้างโรงไฟฟ้า และปรับลดกำลังการผลิตลงไป แต่กลับมี "ข่าวดี" มาถึงหมู่บ้านต่างๆที่ไฟฟ้ายัง "เข้าไม่ถึง" เพราะในการประชุม กพช.ครั้งนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ที่นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม ประกาศออกมาว่าทุกหมู่บ้านทั่วประเทศต้องมีไฟฟ้าใช้

เบื้องต้นรัฐบาลจะพิจารณาว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดหาไฟฟ้า หรืออาจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยปัจจุบันยังเหลืออีกเพียง 1-2% ของหมู่บ้านในประเทศไทยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และไม่มีการดำเนินการจากภาครัฐมากว่า 10 ปีแล้ว

ก็ต้องดูกันไปว่าหมู่บ้าน "ไกลปืนเที่ยง" ที่เหลืออยู่จะมีไฟฟ้าใช้ใน "รัฐบาลมาร์ค" หรือไม่ ยังงัยๆก็อย่าให้ชาวบ้านต้องรอเก้อแล้วกันนะ "โอบามาร์ค"

- แนวหน้า  10 มี.ค. 2552

พิมพ์ อีเมล

“มาร์ค” แตะเบรกแผน PDP สั่งสำรวจหมู่บ้านห่างไกล-ตัวเลขนิ่งเกือบ 10 ปี

 “มาร์ค” สั่งทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว สั่งสำรวจความต้องการจริง และประมาณการเศรษฐกิจที่ชัดเจน หลังพบ ปชช.ในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ปล่อยให้ตัวเลขนิ่งนานกว่า 10 ปี บอร์ด กพช.เล็งปรับลดงบลงทุน 4.6 แสนล้านบาท พร้อมไฟเขียวเพิ่มค่ารับซื้อไฟจากพลังงานทดแทน
       

       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยระบุว่า ตนเองได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจจำนวนหมู่บ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อดำเนินการให้ทั่วประเทศมีไฟฟ้าใช้ครบทุกหมู่บ้าน โดยเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยขอเวลา 6 เดือน เพื่อไปดำเนินการสำรวจร่วมกับกระทรวงพลังงาน
       
       โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะพิจารณาว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดหาไฟฟ้าหรืออาจให้เอกชน เข้ามามีส่วนร่วม เช่น ในเรื่องของการจัดหาพลังงานทดแทน
       
       อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจพบว่าในปัจจุบันยังเหลืออีกเพียง 1-2% ของจำนวนหมู่บ้านในประเทศไทยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และไม่มีการดำเนินการจากภาครัฐมากว่า 10 ปีแล้ว
       
       นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโครงการพลังงานชุมชน ว่า รัฐบาลพร้อมให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ให้สามารถดำเนินการผลิตไฟฟ้าต่อได้ ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำแผนจูงใจเพื่อกระตุ้นให้มี การผลิตไฟฟ้าในระดับชุมชนมากยิ่งขึ้น
       
       ส่วนเรื่องแผนการผลิตไฟฟ้านั้น ได้ขอให้กลับไปทบทวนแผนเฉพาะหน้าในการผลิตไฟฟ้า โดยในส่วนของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่นั้นขอให้ชะลอไว้ก่อน จนกว่าจะมีการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าในอนาคตที่ชัดเจน
       
       “มีการพูดถึงแผนผลิตไฟฟ้า ให้มีการทบทวนทำแผนเฉพาะหน้า และอย่าเพิ่งไปพูดถึงโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ รอให้มีการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้ากับการประมาณการณ์เศรษฐกิจ ให้มีความชัดเจนแน่นอนมากกว่านี้”
       
       นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า การประชุม กพช.วันนี้ มีการหยิบยกแผนพัฒนาผลิตไฟฟ้าในระยะยาวครั้งที่ 2 (Power Development Plan 2007 Revision 2) ซึ่งเป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2551-2564 เข้ามาหารือ และมีการถกเถียงในหลายประเด็นเกี่ยวกับความต้องการใช้จริง
       
       เดิมทีแผนดังกล่าวจะมีการเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งส่วนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาคเอกชน (IPP) ที่ต้องลงทุนในช่วงปี 2552-2558 ออกไปอย่างน้อย 1 ปี ทำให้การลงทุนตามแผน PDP ใหม่นี้ ลดการลงทุนลง 481,260 ล้านบาท โดยจะลงทุนทั้งหมด 1,626,274 ล้านบาท จากแผนเดิมจะต้องลงทุน 2,107,534 ล้านบาท
       
       สำหรับภาพรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศตามแผนดังกล่าวจะมีทั้ง สิ้น 51,792 เมกะวัตต์ ลดลงจากแผน PDP2007 ปรับปรุงครั้งที่ 1 จำนวน 6,408 เมกกะวัตต์ โดย ณ สิ้นปี 2551 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 29,140 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นปี 52-64 จะมีกำลังการผลิต 30,155 เมกะวัตต์ แต่มีโรงไฟฟ้าที่ปลดจากระบบ 7,502 เมกะวัตต์
       
       ในส่วนของกำลังการผลิต 30,155 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการที่ดำเนินการโดย กฟผ. 11,769 เมกะวัตต์ รับซื้อไฟฟ้าจาก IPP 6,000 เมกะวัตต์ ซื้อจาก SPP 1,985 เมกะวัตต์ ซื้อจากวีเอสพีพี 564 เมกะวัตต์ ซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้าน 5,037 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใหม่ 4,800 เมกะวัตต์ ซึ่งในปีสุดท้ายของแผน คือ ปี 2564 กฟผ.จะมีสัดส่วนกำลังผลิตเท่าเดิม อยู่ที่ 43% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 37% จากเดิม 31% การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศจาก 25% เหลือ 11%
       
       สำหรับช่วงปี 2552-2558 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะลดลงต่ำกว่าที่ประมาณ การณ์ไว้ ก็มีการเลื่อนโครงการในช่วงนี้ออกไป โดยแบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ.3 โรง กำลังการผลิตตรวม 2,100 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าไอพีพี 2 โครงการ ของบริษัท สยามเอ็นเนอยี่ ขนาดกำลังการผลิต 1,600 เมกะวัตต์ และบริษัท เนชั่นแนลเพาเวอร์ ซัพพลาย กำลังการผลิต 540 เมกะวัตต์ ก็จะเลื่อนโครงการออกไปอีก 1 ปี ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าในลาว 5 โรง กำลังการผลิตรวม 3,746 เมกะวัตต์
       
       ส่วนโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559-2564 ก็จะมีการเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ออกไป 3 โรง 2,100 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้า IPP อีก 700 เมกะวัตต์ ออกไปอย่างละ 1 ปี และมีการปรับแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากเดิมในปี 2563-2564 จะก่อสร้างจำนวน 2 โรง ปีละ 2,000 เมกะวัตต์ ก็ให้เหลือปีละ 1,000 เมกะวัตต์ และให้เลื่อนออกไป 1 โครงการเป็นเวลา 1 ปี
       
       รมว.พลังงาน กล่าวว่า จะมีการปรับแผน PDP ใหม่อีกครั้งในปลายปีนี้ เนื่องจากจะมีการทำตัวเลขประมาณการณ์ทางเศรษฐกิจใหม่ ที่คาดว่า จะลดลงต่ำกว่า 2% จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และสำนักงานคณะกรรมพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษาตัวเลขอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา ประมาณ 8 เดือน
       
       นอกจากนี้ คณะกรรมการ กพช.ยังมีมติที่จะสนับสนุนการรับซื้อโครงการไฟฟ้าขนาดเล็กซึ่งเป็นพลังานทด แทนเพิ่มขึ้น จึงมีการปรับเพิ่มเงินสนับสนุนค่าไฟฟ้า โดยไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลขนาดน้อยกว่า 1 เมกะวัตต์ ปรับเพิ่มจาก 30 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 50 สตางค์ต่อหน่วย
       
       ก๊าซชีวภาพ ขนาดน้อยกว่า 1 เมกะวัตต์ เพิ่มจาก 30 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 50 สตางค์ต่อหน่วย, ขยะ ปรับขึ้นจาก 2.50 บาทต่อหน่วย เป็น 3.50 บาทต่อหน่วย, ลม ขนาดน้อยกว่า 50 เมกะวัตต์ ปรับขึ้นจาก 3.50 บาทต่อหน่วย เป็น 4.50 บาทต่อหน่วย, พลังน้ำ ที่มีขนาด 50-200 เมกะวัตต์ ขึ้นจาก 40 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 80 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนขนาดเล็กกว่า 50 เมกะวัตต์ ปรับขึ้นจาก 80 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 1.50 บาทต่อหน่วย
       
       นอกจากนี้ ยังมีส่วนเพิ่มพิเศษอีก 1 บาท สำหรับพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล โดยการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มจะมีระยะเวลา 7 ปีนับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2552 15:10 น.

พิมพ์ อีเมล

ปตท.ลังเลขึ้นโรงแยกก๊าซที่7 เขตมลพิษทำยุ่งต้องรอPDP

 นาย เพิ่มศักดิ์ ชีวาวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าแผนดำเนินการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 ว่า ขณะนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลถึงความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงตามไปด้วย ฉะนั้นอาจจะมีการ "ชะลอ" การก่อสร้างออกไป จากเดิมที่วางแผนจะต้องลงทุนสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ด้วยกำลังผลิต 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ให้เริ่มผลิตในปี 2557

รวมถึงคงต้องรอพิจารณาหลังจากโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 กำลังผลิต 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เริ่มผลิตเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2553 นี้ว่า ความต้องการใช้ก๊าซเป็นอย่างไร เนื่องจากก่อนหน้านี้ประเมินผลตอบแทนการลงทุน


โรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 ในช่วงปี 2547 บนพื้นฐานราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อการส่งออกไว้ที่ราคา 500-600 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนต้องผลิตเพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศที่ถูก รัฐกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นไว้ที่ 315 เหรียญสหรัฐ/ตัน เท่ากับว่า "ต้องขายก๊าซต่ำกว่าต้นทุน"


นอกจากนี้ความต้องการก๊าซในโรงไฟฟ้าซึ่ง นับเป็นลูกค้าหลักก็ลดน้อยลงด้วยจากความต้องการใช้เดิมถึงร้อยละ 70 แต่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP (Power Development Plan 2007) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 มีการเลื่อน


โรงไฟฟ้าเข้าระบบออกไป ย่อมส่งผลต่อความต้องการใช้ก๊าซลดลงแน่นอน รวมถึงหากต้องขยายโรงแยกก๊าซฯเพิ่มขึ้นอีก 1 โรง จะมีปริมาณก๊าซเข้าป้อนโรงแยกก๊าซธรรมชาติได้ต่อเนื่องหรือไม่


วันนี้ ก๊าซธรรมชาติที่สามารถเข้าสู่กระบวนการคัดแยกมีเพียงในแหล่งอ่าวไทย ส่วนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแหล่งก๊าซในพม่านั้นไม่สามารถคัดแยกได้ ก่อนหน้านี้ตั้งความหวังจากแหล่งผลิตในกัมพูชาแต่ขณะนี้ประเมินแล้วว่า ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ที่ภาครัฐยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา จึงต้องมาพิจารณาว่า ผู้ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทย รอบที่ 20 จะสามารถผลิตก๊าซฯจากแหล่งใหม่ได้เพิ่มเติมหรือไม่


"ดูดีมานด์ปิ โตรเคมีก่อน ต้องมีก๊าซฯ ต้องมีผู้ใช้จากตรงนี้ก่อน วันนี้มันไปผูกกับท่อเส้นที่ 4 ด้วยคือ หากสร้างแล้วการใช้ไม่มี เท่ากับว่าขยายไม่ได้ ความต้องการต้องมาจากทั้งโรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้า ทั้ง 2 ขา ตอนนี้โรงไฟฟ้าชะลอมันก็มีผล"

ที่สำหรับขยายโรงแยกก๊าซฯ หน่วย ที่ 7 จำเป็นจะต้องอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการ LNG Receiving Terminal ขนาด 5 ล้านตัน/ปี ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต คือความร้อนและความเย็นร่วมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างพร้อมๆ กัน ซึ่งโครงการ LNG Receiving Terminal จะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2554 แต่โรงแยกก๊าซฯสามารถ


ก่อสร้างแล้วเชื่อมต่อการผลิตได้ภายหลัง แต่วันนี้ยังไม่มีความแน่ชัดเรื่องพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หลังจากศาลปกครองประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษแล้วจะสามารถขยายได้หรือไม่


แม้ ว่าโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 6 จะเริ่มผลิตได้ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2553 แต่ไม่สามารถแก้ปัญาการขาดแคลนก๊าซ LPG ในระยะยาว และคาดว่าหลังจากนั้น 1 ปี ยังคงต้องนำเข้าก๊าซ LPG เพิ่มเติม เนื่องจากความต้องการใช้ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้ภาคขนส่งและอุตสาหกรรมเพราะภาครัฐยังคงควบคุมราคา หน้า


โรงกลั่นไว้ที่ 315 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลให้ราคาก๊าซ LPG ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อเพลิงอื่นๆ

 

- ประชาชาติธุรกิจ  12 มี.ค. 2552

พิมพ์ อีเมล

เครือข่ายด้านพลังงานทางเลือก ชุมนุมหน้า ก.พลังงาน เรียกร้องรัฐยกเลิกแผน พีดีพี 2007 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2

ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายด้านพลังงานทางเลือกกว่า 100 คน เดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงพลังงาน และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2551-2564 (พีดีพี 2007) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 และยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด 4 โครงการ


นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายด้านพลังงานทางเลือก และตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากจังหวัด สระบุรีและฉะเชิงเทรากว่า 100 คน เดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องและยื่นหนังสือให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้รัฐบาลยกเลิกแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2551-2564 (พีดีพี 2007) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 เพราะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้ามากเกินความต้องการ และโรงไฟฟ้าที่มีอยู่สามารถผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการได้ จึงให้ยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด 4 โครงการที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว 3 โครงการ และการปลดโรงไฟฟ้าเก่าที่ใช้งานได้อยู่ออกจากระบบ ถือเป็นการผลักภาระค่าไฟฟ้ามาให้ประชาชน ซึ่งจะทำให้ค่าเอฟทีสูงขึ้น รวมทั้ง ยกเลิกการอนุมัติให้ปรับอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 2.02 บาทต่อล้านบีทียู เป็น 21.76 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บนต้นทุนที่แท้จริง และให้มีการปรับแผน พีดีพี ใหม่ตามหลักธรรมาภิบาล ด้วยการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่โปร่งใสและประชาชนไม่มีส่วน ร่วม ทำให้แผนไฟฟ้าของประเทศไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง
 
สนข.กรมประชาสัมพันธ์ 16/3/52

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน