ร้องทุกข์หนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง
Don't just complain, file a complaint.

banner zocac

7968 views
การดูสื่อโฆษณาอย่างเท่าทันจะทำให้เรารู้ตัวและแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เราดูนั้นเป็นเนื้อหารายการหรือโฆษณา ...

Read more

6 กูรูถกเข้ม ปลดกัญชาออกจากยาเสพติด เพื่อการแพทย์ ให้สิทธิประชาชนเข้าถึงการใช้ยา

CBW 8 6 62 ๑๙๐๖๐๙ 0034

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ที่ศาลากลาง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เครือข่ายภาคประชาชน 12 องค์กร ประกอบด้วย มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสุขภาพไทย มหาวิทยาลัยรังสิต เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ (ขสช.) ประชาชน เครือข่ายผู้ป่วย (Healthy Forum) และ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ร่วมกันสรุปภาพรวมกิจกรรม “เดินเพื่อผู้ป่วย : กัญชารักษาโรค” 20 วันของการเดินจากพิจิตรถึงสุพรรณบุรี พร้อมจัดงานเสวนา ภายใต้หัวข้อ “นโยบายและกฎหมายเพื่อกัญชา ทางการแพทย์”

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคเรื่องกัญชาที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทำให้มีข้อสงสัยว่าหน่วยงานรัฐต้องการผูกขาดกัญชาไว้ให้กลุ่มทุน โดยยกข้ออ้างว่ากัญชาต้องปลอดสารเคมีปนเปื้อนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระ เพราะยังปล่อยให้พืชผักที่คนไทยกินทุกวันปนเปื้อนสารเคมีมีพิษ การกำหนดว่ากัญชาต้องปลูกในโรงเรือนปิด เป็นการสร้างต้นทุนสูง ที่มีแต่กลุ่มทุนทำได้ ถ้ารัฐยังเห็นกัญชามีคุณค่า มีสรรพคุณทางยา ต้องเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ ซึ่งทำให้เราพึ่งตนเองได้ และสามารถสู้กับยาต่างชาติได้ ในระยะเร่งด่วนที่ยังไม่มีวัตถุดิบที่ปลูกได้เอง

 

รสนา เดนเพอผปวย

“ขอเสนอให้นำกัญชาที่ ปปส.ยึดมา จำนวน 22 ตัน ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อ้างว่าตรวจแล้วพบสารพิษปนเปื้อนใช้ได้แค่7 กิโลกรัม ขอให้นำมาสกัดเป็นน้ำมันกัญชาก่อน ค่อยตรวจว่าในน้ำมันกัญชามีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานหรือไม่ และหากใช้สูตรกัญชา3% ในน้ำมันมะพร้าว97% จะมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานหรือไม่ ถ้าตรวจแล้วพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เราจะยกเลิกเฉพาะส่วนที่มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน พร้อมเสนอให้ปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และเสนอให้กระจายการปลูกกัญชาเป็นโครงการ 1 ตำบล 1แปลง หรือ1วัด 1แปลง โดยมีเกษตรตำบล หรืออำเภอร่วมกับรพสต.เป็นผู้กำกับดูแล นอกจากนี้เสนอให้รัฐบาลมี นโยบายให้กัญชาอยู่ในสิทธิบัตรทอง โดยผู้ป่วยสามารถรับกัญชาจากโรงพยาบาลของรัฐได้ หากรัฐบาลไม่รับข้อเสนอการเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาเพื่อการแพทย์ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลต้องการสร้างอุปสรรคการเข้าถึงยากัญชาเพื่อจะได้นำเข้ากัญชาจากบริษัทยาต่างชาติที่เคยมาขอสิทธิบัตร แต่ไม่สำเร็จ ใช่หรือไม่” อดีต สปช. กล่าว

CBW 8 6 62 ๑๙๐๖๐๙ 0035

ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข กล่าวบนเวทีเสวนาว่า ตนได้ศึกษาและทำวิจัยโรคทางสมองมา 17 ปีเต็ม ได้พบว่าปัจจุบันยารักษาโรคทางสมองมีข้อจำกัดมาก โรคทางสมองไม่มียาใดๆ หยุดยั้งและรักษาได้ เพียงแต่บรรเทาอาการให้ดีขึ้น ยาที่ใช้รักษาทำให้คนไข้รู้สึกกระฉับกระเฉง คณะทำงานภายใต้สภากาชาดไทย พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนเพื่อต้องการรักษาโรคต่างๆ โดยใช้กัญชากว่า 130,000 คน และมีผู้ครอบครองกัญชา มาแสดงตนถึง 33,000 คน เนื่องจากการรักษาปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ คนไข้จึงต้องหาวิธีรักษาทางเลือกอื่นมาทดแทน

“ยาที่ใช้รักษาโรคทางสมอง อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ค่อนข้างราคาสูง เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันกัญชา ตำรายาต่างประเทศระบุว่ากัญชามีฤทธิ์ต้านการอักเสบของสมองภายนอกที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งและอีกหลายโรค ผมไม่ได้มั่วว่ากัญชารักษาได้หลายโรค แต่หน้าที่ของหมอคือต้องช่วยคนไข้ ยกตัวอย่าง ใน 1 ปีที่ผ่านมา ผมมีคนไข้โรคอัลไซเมอร์ 108 คน ไม่สามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ แต่หลังจากใช้น้ำมันกัญชาเพียง 1 เดือน พบว่าคนไข้กลุ่มดังกล่าวสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ดังนั้นกัญชาถ้าใช้เป็นคือยามหัศจรรย์ และไทยคือที่เดียวในโลก ที่มีกัญชามานาน เราควรนำกัญชามาใช้เป็นยาเสรีเพื่อรักษาอาการป่วย ที่สำคัญทุกบ้านที่มีผู้ป่วยต้องสามารถปลูกกัญชาได้”ศ.นพ. ธีระวัฒน์ กล่าว

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หลังผ่านการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เราต้องเดินหน้าหาทางออก และทวงสัญญากับพรรคการเมืองที่ใช้กัญชามาเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง ตนเห็นงานวิจัยกัญชาที่คืบหน้าแต่ไม่สามารถนำมาผลิตหรือนำมาให้ประชาชนใช้ได้ นี่คือความเจ็บปวดที่สุด ถ้าอีก 10 ปี ต้องมารอผลวิจัยในมนุษย์ เราจะแพ้ต่างชาติ ดังนั้นตนจึงขอเสนอทางออกของกฎหมายที่สามารถทำได้เลยดังนี้ 1. ขอให้กัญชา และกระท่อม หลุดมาจากกฎหมายยาเสพติด 2.ขอให้น้ำมันกัญชาไทยที่ไม่แยกสารสกัด ใช้เป็นยาแผนโบราณทั้งหมด และ3.ผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลรัฐ และเอกชน มีสิทธิปลูกกัญชา พร้อมให้ใบอนุญาตวัดปลูกเพื่อการแพทย์ได้ นอกจากนี้ต้องอนุญาตให้เกษตรกรปลูกเพื่อส่งออก ถ้ากฎหมายเอื้อตามข้อเสนอไทยจะมีความมั่นคงทางด้านอาหารและยา

ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคของเรามีนโยบายอย่างชัดเจน ในเรื่องกัญชา ซึ่งเกิดจากความตั้งใจจริง วันนี้ตนได้เห็นพลังจากประชาชนที่ออกมาเดินเพื่อผู้ป่วยและผลักดันให้กัญชาออกจากกฎหมายยาเสพติด ตนอยากให้ประชาชนเชื่อว่าพรรคจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือปลดล็อคกัญชาให้ผู้ป่วยเข้าถึงในการรักษา พร้อมต่อต้านสัมปทานผูกขาดกัญชา เราพร้อมที่จะรับข้อเสนอและร่วมดำเนินการ

วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อาจารย์ยักษ์) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการเดินเพื่อผู้ป่วย ไม่ใช่เพียงการปลดล็อคกัญชาออกจากยาเสพติด แต่เป็นการเข้าถึงการใช้ยาของประชาชน คนที่รู้เรื่องกัญชาดีที่สุดคือชาวบ้าน แต่ผู้มีอำนาจควบคุมเป็นหน่วยงานของภาครัฐ ดังนั้นการยื่นแก้ไขกฎหมายเราต้องศึกษากฎหมายให้ลึกซึ้ง มิเช่นนั้นกฎหมายที่ประชาชนร่วมกันร่าง จะถูกผู้มีอำนาจกดเอาไว้ ประชาชนจะไม่ได้ผลประโยชน์ ดังนั้น เรื่องนโยบาย กฎหมายและตัวอย่างความสำเร็จเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศนำกัญชามาผลิตเพื่อซื้อขายมากมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อยึดสิทธิบัตร แต่จะทำอย่างไรให้ รัฐบาลแก้ไขกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับให้กัญชาเป็นยาเสพติด พร้อมให้สิทธิชุมชนในการปลูกเพื่อการใช้เอง แต่ถ้าปลูกเพื่อการค้าต้องจดทะเบียน

……………………………………

ชมถ่ายทอดสด “นโยบายและกฎหมายเพื่อกัญชา ทางการแพทย์” http://bit.ly/2KxasxY

พิมพ์ อีเมล

เครือข่ายภาคประชาชน รุกทำเนียบฯ ร้องนายกฯ ยกเลิก ‘พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส’

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ร้องนายกฯ พิจารณายกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หาวิธีการทดแทน และเสนอให้กระทรวงการคลังศึกษาและจัดเก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง หากพบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร

ทำเนยบ 05062018

5 มิถุนายน 2561 ทำเนียบรัฐบาล, เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาควิชาการและองค์กรภาคประชาสังคม 686 องค์กร โดยนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้แทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีที่มีอันตรายร้ายแรงอ่านแถลงการณ์และยื่นจดหมายถึงนายกฯ ขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยมี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมารับจดหมาย เสนอให้ ตั้งคณะทำงานร่วมโดยมีสัดส่วนของภาคีเครือข่ายภาคประชาชนร่วมด้วย เพื่อให้ศึกษา รวบรวมข้อมูลทางวิชาการ และทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ รับเป็นเจ้าภาพในการนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาอีกครั้ง โดยจะใช้กรอบเวลาพิจารณาใหม่ 60 วัน หลังจากคณะทำงานร่วมยื่นข้อเท็จจริงใหม่แล้ว

จดหมายถึงนายกฯ ความว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการประชุมครั้งที่ 30-1/2561 และมีการพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา และมีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด โดยให้เหตุผลว่า ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ ซึ่งขัดแย้งกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการหลายชุดก่อนหน้านี้ รวมทั้งความเห็นของประชาคมวิชาการและมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในการนี้เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน 686 องค์กร ที่ได้ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้และสนับสนุนมติของกระทรวงสาธารณสุข มีข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ดังนี้

1) ในขณะที่กรมวิชาการเกษตรขอปรึกษาคณะกรรมการวัตถุอันตรายในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด แต่การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ กลับเลือกตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ถึง 4 คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบต่อสุขภาพ

2) อนุกรรมการเฉพาะกิจฯดังกล่าวใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัย เพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร ต้องจัดเวทีให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการ

3) กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 มีกรรมการอย่างน้อย 3 คนมีส่วนได้เสียกับสมาคมค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่กลับไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีการสละสิทธิ์ลงคะแนน ซึ่งอาจขัด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรค 2 (เอกสารแนบ 6)

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง จึงขอกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาบัญชาให้มีการดำเนินการ ดังนี้

1) ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนมติ และพิจารณายกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ในเดือนธันวาคม 2562 ตามกรอบเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอไว้ โดยกระบวนการพิจารณาข้อมูลและลงมติต้องไม่มีผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรค 2 ใช้ข้อมูลที่ทันสมัย เป็นกลางทางวิชาการ และมาจากหน่วยงานที่มีความเชียวชาญโดยตรง ได้แก่ ผลการพิจารณาของกระทรวงสาธารณสุข (เอกสารแนบ 1 และ 3) คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (เอกสารแนบ 4) และข้อมูลจากเครือข่ายประชาคมวิชาการ (เอกสารแนบ 5) ซึ่งเพียงพอต่อการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับ 53 ประเทศที่ยกเลิกการใช้พาราควอตไปก่อนหน้านี้ และเป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เอกสารแนบ 7) นำประเทศมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

2) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการศึกษาหาวิธีการทดแทน ตามมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ (เอกสารแนบ 2) เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ทั้งนี้จากการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และมันสำปะหลัง ร้อยละ 63 ไม่ได้ใช้พาราควอตในการกำจัดวัชพืช นั่นหมายถึงมีสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นและวิธีการในการจัดการวัชพืชที่มีประสิทธิภาพมากกว่าพาราควอตอยู่แล้ว หากแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รวบรวมองค์ความรู้เหล่านี้มาเผยแพร่ในวงกว้าง

3) ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ก่อนจะยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสในปี 2562 หากพบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร เสนอให้กระทรวงการคลังศึกษาและจัดเก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง มาใช้ในการเยียวยาผลกระทบและสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจัดการวัชพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลดผลกระทบจากการถูกกีดกันทางการค้าจากความไม่ปลอดภัยของสารพิษตกค้าง การละเมิดสิทธิเกษตรกรที่ใช้สารพิษที่อันตรายร้ายแรง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และองค์กรภาควิชาการกับองค์กรภาคประชาสังคม 686 องค์กร สอบถามความเห็นของประชาชนผ่านแบบสอบถามออนไลน์ วันที่ 1-5 มิถุนายน 2561 หัวข้อ “ต้องการให้หยุดใช้ ยาฆ่าหญ้า-พาราควอต กับ ยาฆ่าแมลง-คลอร์ไพริฟอส หรือไม่” พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 50,417 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 91.5 ต้องการให้หยุดใช้สารเคมีดังกล่าว และ 4,683 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.5 ไม่ต้องการให้หยุดใช้

paraquat 4x6

พิมพ์ อีเมล

ผู้บริโภควิจารณ์ กสทช. แก้ปัญหา SMS ไม่ได้ โยนภาระให้ประชาชนยกเลิก

 

sms คอบช

 18 เมษายน 2561 เวลา 14:40 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค – คณะกรรมการอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) แถลงข่าว กรณี กสทช.แก้ปัญหา SMS ไม่จบ และ ข้อมูลลูกค้ารั่วของบริษัททรู

ตามที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงข่าว สั่งค่ายมือถือ ส่ง sms 2 ครั้ง เป็นการส่ง SMS เพื่อขอบคุณที่ใช้บริการ และ SMS แจ้งให้สามารถกด *137 โทรออกเพื่อยกเลิกบริการ ซึ่งจะสามารถยกเลิกการใช้บริการเสริมนั้นได้ทันที ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. 2561 เป็นต้นไปนั้น

รศ.รุจน์ โกมลบุตร รองประธานคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) เห็นว่า วิธีการดังกล่าวเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคต้องมายกเลิกเอง ทั้งที่การส่ง SMS รบกวน และดูดเงิน เป็นการกระทำที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค และหากจะมีการส่ง SMS ควรเป็นข้อความเพื่อให้ยืนยันการสมัครเท่านั้น หากไม่กดก็ต้องถือว่ายกเลิกโดยปริยาย เพราะคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้อ่านข้อความ SMS ทั้งหมดที่ส่งมา

อีกปัญหาหนึ่งคือ ต้องแก้ไข โปรแกรม “วางกับดัก” ที่เพียงผู้บริโภค "มือลั่น ก็ถือว่าเป็นการสมัครใช้บริการ SMS แล้วกับดักที่มีหลายรูปแบบทั้งที่ผู้บริโภคเพียงลาก หรือสไลด์มือถือ หรือกดหน้าจอเพื่อปิดก็เป็นการสมัครแล้วทั้งที่ผู้บริโภคไม่ได้ตั้งใจ และยังมีลูกเล่นว่า วิธีมือลั่นดังกล่าวจะไม่เกิดกับทุกคน ทำให้เข้าใจว่าเป็นความผิดพลาดของผู้บริโภคเอง

sms

นอกจากนี้ นางสาวบุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า กสทช. ควรบังคับใช้ประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทําที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากําไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดไว้ใน ข้อ 5 (5) ว่า การกระทําโดยการโทรศัพท์หรือส่งข้อความการโฆษณามายังเครื่องโทรคมนาคมหรืออุปกรณ์ของผู้บริโภคจนก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญแก่ผู้บริโภค หรือโดยมิได้รับอนุญาต หรือความยินยอมจากผู้บริโภค ซึ่งมีโทษทางปกครอง กรณีฝ่าฝืนคำสั่ง คือ ปรับไม่เกินห้าล้านบาท และหากฝ่าฝืนให้คณะกรรมการปรับรายวันอีกไม่เกินวันละ 100,000 บาท

ส่วน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประสาท มีแต้ม คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) กล่าวเพิ่มเติม กรณีการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าทรู เห็นว่า กสทช. และรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยยึดหลักการว่าหากมีการปล่อยให้ข้อมูลรั่ว ก็ถือเป็นความผิดแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้นำข้อมูลนั้นไปใช้เพื่อการค้า หรือก่อความเสียหายใดๆ ก็ตาม เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล หากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป จะมีกฎหมาย The EU General Data Protection Regulation ถูกปรับเงินร้อยละ 4 ของรายได้บริษัท หรือไม่ต่ำกว่า 20 ล้านยูโร ขึ้นอยู่กับอันใดมากกว่า ซึ่งกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 25 พฤษภาคมนี้ 

(ติดตามชมย้อนหลัง - คณะกรรมการอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) แถลงด่วน! กรณี กสทช.แก้ปัญหา SMS ไม่จบ และ ข้อมูลลูกค้ารั่วของบริษัททรู ได้ที่นี่ >> http://bit.ly/2qHRytm)

ลิ้งค์ดาวน์โหลดภาพประกอบ Info SMS - https://www.picz.in.th/image/YRelUP

ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสuยง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
เรื่อง การกระทําที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณา
อันมีลักษณะเป็นการค้ากําไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญ พ.ศ. 2558
- รายละเอียดฉบับเต็ม ดาวน์โหลดได้ที่ - http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/212/10.PDF

พิมพ์ อีเมล

เตือนผู้บริโภค ระวังกลลวง ‘ขอบัตรประชาชน-เปิดเบอร์-แจกเครื่องฟรี’ เป็นหนี้ไม่รู้ตัว

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เตือนผู้บริโภคให้ระวังการหลอกลวงผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุในชุมชน ให้ช่วยเปิดเบอร์โทรศัพท์แถมเครื่อง ถึงแม้จะอ้างว่า ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไร ก็อย่าได้หลงเชื่อ ส่วนมิจฉาชีพเมื่อเปิดโทรศัพท์สำเร็จก็นำโทรศัพท์ไปจำหน่ายต่อ

คุณมณี จิรโชติมงคล แกนนำชุมชน ในฐานะอนุกรรมการด้านสื่อและโทรคมนาคม คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.) ได้นำผู้เสียหายมาร้องเรียนต่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ว่า ได้มีบุคคล ชักชวนชาวบ้านที่เป็นผู้สูงอายุในชุมชนที่ไม่มีรายได้ ให้ช่วยเปิดเบอร์โทรศัพท์โดยให้เงินตอบแทนรายละ 300-4000 บาท โดยผู้เปิดเป็นเพียงผู้ขอใช้โทรศัพท์ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เนื่องจากตนต้องการโทรศัพท์ไปจำหน่ายต่อ ทำให้คนในชุมชนเดียวกันและชุมชนใกล้เคียง นำบัตรประชาชนไปเปิดโทรศัพท์ให้กับมิจฉาชีพ

นางสำรวย ฤาไชยคาม ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังจากไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ไม่ถึง 30 วัน ก็ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าใช้บริการ 499 บาทต่อเดือน ก็ได้โทรศัพท์ไปต่อว่า คนชักชวน และขณะนี้คุณมณี ได้ช่วยแจ้งยกเลิกการใช้บริการ ไปลงบันทึกประจำวัน จึงอยากเตือนผู้บริโภคเป็นอุทาหรณ์ พร้อมเรียกร้องให้พนักงานขายหรือผู้ประกอบการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคที่ไปเปิดการใช้บริการด้วยว่า จะต้องมีชำระเงินรายเดือน และทำสัญญา 1 ปี เพราะหากชัดเจนแบบนี้ก็จะไม่มีใครไปช่วยเปิดเบอร์โทรศัพท์ พร้อมเรียกร้องกสทช. ดำเนินการให้สัญญาโทรศัพท์มือถือ มีขนาดใหญ่ขึ้น เห็นได้ชัด และสรุปสัญญาสั้นๆ ให้ผู้บริโภคเข้าใจชัดเจน เพื่อป้องกันการถูกหลอก

นาวสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวเสริมว่า กลลวงรูปแบบใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลาในสังคม ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ อย่างกรณีนี้ หลอกผู้สูงวัยให้บัตรประชาชนเปิดเบอร์โทรศัพท์แถมเครื่อง แถมด้วยจะได้เงินเล็กน้อย ขอให้กสทช. ตรวจสอบเรื่องนี้ ว่า มีความเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการหรือไม่อย่างไร รวมทั้งให้กสทช. กำกับการยกเลิกการใช้บริการของผู้บริโภคที่ผู้ให้บริการต้องดำเนินการภายใน 5 วันให้เป็นจริงด้วย

ติดตามรายละเอียดได้ที่ FB มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค : https://www.facebook.com/fconsumerthai/videos/1568446456612244/

ยกเลกเบอรมอถอ

พิมพ์ อีเมล

กสทช.สั่งระงับโฆษณา 'คอร์ดี้พลัส-หลินจือโกะ' โฆษณาเกินจริง

กสทช. แจ้งสื่อทุกช่อง ระงับเผยแพร่
"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอร์ดี้ พลัส - หลินจือโกะ"
ระบุโฆษณาเกินจริง ไม่ผ่าน อย. แต่อ้างป้องกันรักษาโรค


 

NBTC Banned ad

 

11 เมษายน 2561 - นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติให้

สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังสถานีโทรทัศน์ทุกช่องให้ระงับการออกอากาศโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอร์ดี้ พลัส และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลินจือโกะ

เนื่องจากเนื้อหาโฆษณาที่มีการเผยแพร่อยู่ในปัจจุบันเป็นเนื้อหาที่มีการโฆษณาเกินจริง ว่ามีผลในการป้องกันและรักษาโรค

ซึ่งตามข้อเท็จจริงสำนักงานอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการป้องกันบำบัดหรือรักษาโรค และเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่มีสุขภาพร่างกายปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วย

นอกจากนี้การโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับอนุญาตเป็นอาหาร ซึ่งกำหนดให้ต้องมีคำเตือนในฉลากของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า “ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับฉลาก และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เข้าข่ายเป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางวิทยุโทรทัศน์อันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 40 และมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 จึงเป็นการทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตามความในข้อ 5(2) ของประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2555

ฆอ อาหาร 

นส.สถาพร อารักษ์วทนะ, นักวิชาการ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เตือนผู้บริโภค ใช้วิจารณญาณในการเลือกบริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ชอบโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ถึงแม้ว่าจะมีเลข อย. / เลขจดแจ้ง 

ผลิตภัณฑ์อาหาร(ของกินหรือเครื่องค้ำจุนชีวิต) ที่มีการโฆษณาบรรยายสรรพคุณ
ผู้โฆษณาจะต้องแสดงเลขอนุญาตโฆษณาอาหารในทุกสื่อด้วย
(เลขที่อนุญาตโฆษณาอาหาร ฆอ. .../....)
การไม่แสดงเลขอนุญาตโฆษณา ถือว่าผิดกฎหมาย
ถ้าผู้ใดโฆษณาก็ต้องรับโทษตามกฎหมายด้วย

พิมพ์ อีเมล

Website Security Test