ร้องทุกข์หนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง
Don't just complain, file a complaint.

ปิดสัมพันธ์ประกันภัย

คปภ. เพิ่งได้ฤกษ์ชง “กรณ์” สั่งปิดสัมพันธ์ประกันภัย หลังให้โอกาสลอยนวลมาเกือบ 2 ปี

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขา ธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ตามที่คปภ.เสนอ

ทั้งนี้ ฐานะการเงินของสัมพันธ์ประกันภัยในปัจจุบัน ยังมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินถึง 748 ล้านบาท โดยมีค่าสินไหมทดแทนค้างจ่ายแก่ผู้ถือกรมธรรม์ที่มาร้องเรียนต่อคปภ. 16,585 ราย เป็นเงิน 701 ล้านบาท

บริษัท ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ลูกค้าแค่ 1,757 ราย เป็นเงิน 12.7 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ คปภ.ได้ส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้บริหารบริษัท ข้อหา ยักยอกในฐานะผู้มีอาชีพหรือทำธุรกิจที่ไว้วางใจของประชาชน และปลอมแปลงเอกสาร

อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยของบริษัทนั้น ให้มายื่นขอชำระหนี้ต่อผู้ชำระบัญชีและกองทุนประกันวินาศภัยได้ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พ.ค.นี้เท่านั้น โดยติดต่อได้ที่สำนักงานคปภ.

นางจันทรา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คปภ. ได้สั่งให้สัมพันธ์ประกันภัยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ วันที่ 16 ก.ค. 2550 เพื่อให้แก้ไขปัญหาฐานะการเงินของบริษัทให้เรียบร้อยก่อน แต่เวลาผ่านมา 1 ปี 8 เดือนแล้ว บริษัทก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

“การถอนใบอนุญาตครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบ คาดว่าปีนี้ยังเติบโตได้ถึง 5.6% และก็ยังไม่มีบริษัทประกันไหนมีปัญหาการเงินเพิ่มเติมอีก” นางจันทรา กล่าว

สำหรับอีก 2 บริษัทที่มีปัญหาเรื่องฐานะการเงินเหมือนกันคือ บริษัท ธนสินประกันภัย มีเงินกองทุนที่ขาดอยู่ 430 ล้านบาท ขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย และได้ผู้ถือหุ้นใหม่จะใส่เงินเข้ามา 120 ล้านบาท ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ และหากชำระหนี้สินที่เหลืออีก 100 ล้านบาทเสร็จ ก็จะพิจารณาให้เปิดกิจการใหม่ทันที

ด้านบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ขณะนี้กองทุนดีอีจีจากเยอรมนีได้เสนอตัวเข้าตรวจสอบฐานะการเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ แม้ว่าปัจจุบันเงินกองทุนของบริษัทจะขาดอยู่เป็นจำนวนมาก

ข้อมูลจาก นสพ.โพสต์ทูเดย์ 26/3/52

พิมพ์ อีเมล

ฟ้องบิ๊กสัมพันธ์ประกันภัย

ดีเอสไอเดินหน้าฟันอาญา 15 ผู้บริหาร สัมพันธ์ประกันภัย สาวข้อมูลลึกพบโอนที่ดินออกจากบริษัทอื้อ

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีผู้บริหารของบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย และผู้เกี่ยวข้อง กรณีมีพฤติการณ์ยักยอกทรัพย์สินของบริษัท รวมทั้งปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม เพื่อแสดงว่าบริษัทมีเงินกองทุนครบถ้วนตามกฎหมาย โดยคดีนี้มีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวต่อเนื่องจากเมื่อต้นเดือนมี.ค. ที่คปภ.ได้แจ้งดำเนินคดีผู้บริหารไปแล้ว 15 ราย โดยระหว่างการสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ได้โอนทรัพย์สินประเภทที่ดินในหลายท้องที่ทั่วประเทศให้กับบุคคลภายนอก ทำให้คปภ.ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอให้ดำเนินคดีเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ดีเอสไอได้แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมี พ.ต.อ. มานิต ธนสันติ ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร เป็นหัวหน้าคณะ โดยได้สอบสวนปากคำพยานไปแล้ว 78 ราย ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา

นายชลัช โรจนสุขสกุล นายกสมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย
กล่าวว่า ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ จะประชุมร่วมกับสมาชิกอู่ซ่อมรถที่ได้รับผลกระทบและเป็นเจ้าหนี้บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางสมาชิกอู่ 16 ราย ก็ได้รวมตัวกันฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้ถือหุ้นบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ในข้อหาฉ้อโกงแล้ว และคาดว่าศาลจะตัดสินในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท โดยยังมีอู่ที่ยังเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ทั่วประเทศประมาณ 150-160 อู่

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการซ่อมรถยนต์ เปิดเผยว่า ขณะทางอู่ที่ได้รับความเดือดร้อนกำลังพิจารณาว่าจะรวมตัวกันฟ้องร้องไปที่ ศาลปกครองเพื่อดำเนินคดีกับคปภ. ในข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือ ไม่ เพราะตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ปี ทางคปภ. ไม่ดำเนินการใดๆ

ข้อมูลจาก นสพ.โพสต์ทูเดย์ 27/3/52

พิมพ์ อีเมล

เผย"สัมพันธ์ปกภ."แอบโอนที่ดินออก

เมื่อ วันที่ 26 มีนาคม พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงคดีที่ผู้บริหารบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย ยักยอกทรัพย์สินของบริษัท มูลค่าความเสียหายประมาณ 1,000 ล้านบาทว่า ดีเอสไอได้ดำเนินคดีผู้ทุจริตแล้ว 15 ราย และสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบ แต่ล่าสุดพบว่าบริษัทได้โอนทรัพย์สินประเภทที่ดินในหลายท้องที่ทั่วประเทศ ให้กับบุคคลภายนอก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีเพิ่มเติม

ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานการตรวจสอบร่วมกับสำนักงาน คปภ. เพื่อตรวจสอบมูลค่าความเสียหาย และเนื่องจากเป็นการทุจริตทางบัญชี มีเอกสารที่จะต้องตรวจพิสูจน์ และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ดีเอสไอได้เร่งรัดและจะสรุปสำนวน ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป แต่ยังฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานแอบโอนที่ดินให้กับบุคคลภายนอกอีก ซึ่งจะเร่งตรวจสอบมูลค่าความเสียหาย และสอบพยาน เพื่อมัดตัวผู้กระทำผิดอีกระลอก

ข้อมูลจาก นสพ.มติชน 27/3/52

พิมพ์ อีเมล

เตือนภัยหลอกยกเลิกกรมธรรม์แชร์ลูกโซ่-อ้างคืนเงินทันที 30% - ฐานเศรษฐกิจ

นายกสมาคมประกันชีวิตไทยออกโรงเตือนภัย ระวังแก๊งตุ๋นหลอกให้ยกเลิกกรมธรรม์ อ้างจ่ายผลตอบแทนให้ทันที 30% เลียนแบบกระบวนการแชร์ลูกโซ่ แนะเจ้าทุกข์แจ้ง คปภ. ทันทีสกัดกั้นระบบเน่า ขณะที่แนวโน้มตลาดประกันชีวิตปี 52 คาดเบี้ยรับรวมยังโต 8.1%



นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า จากวิกฤติทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ทำให้เริ่มมีการระบาดของการทุจริตโดยกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงผู้เอาประกัน แฝงเข้ามาในรูปแบบกลุ่มตัวแทน ด้วยวิธีการใช้คำพูดชักจูงให้ผู้เอาประกันยกเลิกกรมธรรม์ที่ถือไว้ เพื่อมาซื้อกรมธรรม์ฉบับใหม่ที่มีความคุ้มครองใกล้เคียงกัน พร้อมกับเสนอผลตอบแทนค่าคอมมิสชันหรือค่าหัวคิวคืนให้ทันที 22.5-30% ของมูลค่าลงทุนซื้อกรมธรรม์ใหม่ โดยที่กลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่ถือกรมธรรม์ชำระเบี้ยประกัน 2-3 ปี


ตัวอย่างของการหลอกลวง เช่น ผู้เอาประกันถือกรมธรรม์ชำระเบี้ยมาแล้ว 2-3 ปี มีมูลค่าเงินสด 50,000 บาท สนใจเข้าร่วมระบบนี้ เมื่อยกเลิกกรมธรรม์ แล้วนำเงินมาซื้อกรมธรรม์ที่นำเสนอในราคาเพียง 25,000 บาท ซึ่งความคุ้มครองใกล้เคียงกรมธรรม์เดิมและยังให้ค่าคอมมิสชันคืนทันทีอีก 15,000 บาท หากต้องการได้เงินเพิ่มก็ไปชวนเพื่อนหรือญาติมาทำในลักษณะเดียวกันแล้วเอา ค่าหัวคิวไปอีก 17.5%


ผู้เอาประกันส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ากำลังถูกหลอกและเสียผลประโยชน์ หากยกเลิกกรมธรรม์ อาทิ เมื่อประกันตอนอายุมากเปลี่ยนเบี้ยประกันแพงขึ้น หรือสูญเสียมูลค่าเงินสดที่เริ่มในปีที่ 2 ทันที และที่สำคัญหากเป็นกรมธรรม์ที่ซื้อก่อนปี 2552 จะเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีเดิมสามารถหักลดหย่อนภาษีจากเบี้ยรวมทั้งหมด นอกจากนี้ผู้เอาประกันอาจจะถูกฟ้องในคดีอาญา ข้อหาฉ้อฉลเข้าร่วมกับกลุ่มผู้กระทำความผิด เป็นผู้นำเสนอไม่มีใบอนุญาตตัวแทน ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต 2551 มีโทษปรับ 3,000 บาทและจำคุก


"เรื่องนี้น่ากังวลอย่างมาก ถือว่าเข้าข่ายกรณีการทุจริตแชร์ลูกโซ่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจอื่นและสามารถ เกิดมูลค่าความเสียหายมากกว่า เพราะมีผู้เอาประกันเป็นจำนวนมากที่จะเสียสิทธิประโยชน์ เพราะการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการที่เนียนมากๆ"


ดังนั้น ทางสมาคม และบริษัทประกันชีวิตทั้ง 24 แห่ง กำลังเฝ้าระวังการทุจริตและแจ้งเตือนภัยให้กับผู้เอาประกันพยายามรักษา กรมธรรม์ที่มีไว้ และหากผู้เอาประกันรายใดถูกพูดชักจูงในรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น ให้โทรกลับเพื่อตรวจสอบได้ที่บริษัทประกันโดยตรงหรือหากได้รับความเสียหาย สามารถร้องเรียนและแจ้งเบาะแส ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อยุติการทุจริตที่จะทำให้ภาพธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบเสียหาย


ทั้งนี้ นายสาระ ยังได้กล่าวถึง แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตปี 2552 เบี้ยรับรวมจะเติบโตที่ 8.1% หรือมีเบี้ยรับรวม 240,181.2 ล้านบาท เงินกองทุนสูงถึง 145,261.4 ล้านบาท ขณะที่เบี้ยรับรวมปี 2551 คิดเป็นมูลค่า 222,100 ล้านบาท เติบโต 10%
 
ฐานเศรษฐกิจ 29/1/52
 

พิมพ์ อีเมล

ผู้ประกอบการแห่ฟ้องผู้บริโภคเบี้ยวหนี้โคราชสูงกว่า487คดี -

นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนครราชสีมา เปิดเผยถึงสถิติคดีผู้บริโภค นับจากเริ่มมีผลบังคับใช้กฎหมายผู้บริโภคเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมาว่า ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 มีคดีรับฟ้องทั้งหมด 487 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 112 เรื่อง ยังเหลือคดีที่คงค้างอีก 375 เรื่อง ทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการยื่นฟ้องลูกหนี้
เช่น คดีเช่าซื้อ คดีบัตรเครดิต คดีการกู้ยืมเงิน จากธนาคาร และสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งบริษัทให้สินเชื่อ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นคดีรูปแบบเดิมทั้งสิ้น แต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เป็นกฎหมายผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายผู้บริโภคจะระบุชัดว่า ออกมาเพื่อรองรับผู้บริโภคที่เป็นโจทก์เท่านั้น แต่จากสถิติจะเห็นว่า จำนวนผู้ประกอบการที่เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง มีจำนวนมากกว่าผู้บริโภค เป็นผลมาจากการที่กรรมาธิการด้านกฎหมาย ได้มีข้อโต้แย้งในร่างกฎหมาย ทำให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงและได้นำการฟ้องทั้ง 2 กรณีมารวมเข้าด้วยกัน แต่ให้ยึดที่ประเภทคดีเป็นหลักโดยไม่ดูคู่ความ
นายพิเชฏฐ์ กล่าวว่า คดีประเภทนี้จะมีการยื่นฟ้องเข้ามาประมาณ 70-80% ของคดีแพ่งทั้งหมดของศาลแขวง ซึ่งเมื่อมีการแยกออกมาเป็นกฎหมายผู้บริโภค แม้กระบวนการส่วนใหญ่จะคล้ายแบบเดิม แต่จะเร่งรัดในด้านเวลาให้รวดเร็วขึ้น โดยมีกำหนดให้นัดพิจารณาคดีไม่เกิน 30 วัน และได้เน้นการไกล่เกลี่ยเป็นหลัก ส่วนผู้บริโภคที่เป็นโจทก์ จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้อย่างไรบ้างนั้น อาจกล่าวได้ว่า จะได้รับในเรื่องของสิทธิประโยชน์ต่างๆ
กระบวนการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากตัวกฎหมายเดิมผู้ประกอบการที่เป็นโจทก์สามารถฟ้องได้ทั้ง 2 ทาง คือ ที่ศาลมีมูลคดีเกิดขึ้น และศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา แต่กฎหมายผู้บริโภคนี้บังคับให้ผู้ประกอบการที่เป็นโจทก์สามารถยื่นฟ้องได้กรณีเดียวเท่านั้นคือ สถานที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ ในขณะที่ผู้บริโภคที่เป็นโจทก์ยังสามารถเลือกฟ้องได้ทั้ง 2 ทางเช่นเดิม ถือว่ามีการปรับเปลี่ยนเพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคที่เป็นจำเลย เนื่องจากกรณีการฟ้องส่วนใหญ่ จะเห็นว่าผู้ประกอบการที่เป็นโจทก์มีอำนาจการต่อรองที่ค่อนข้างเหนือกว่าจำเลย
นายพิเชฏฐ์ กล่าวว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ต้องการให้โอกาสสำหรับผู้บริโภค ที่เป็นโจทก์ได้ต่อสู้คดีง่ายขึ้น เป็นการตัดสิทธิผู้ประกอบการที่จะไม่สามารถยื่นฟ้องศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ ส่วนวงเงินที่ถูกฟ้องหากจำนวนไม่เกิน 3 แสนบาท ยื่นฟ้องมายังศาลแขวงฯ แต่หากมากกว่า 3 แสนบาท จะต้องยื่นไปที่ศาลจังหวัดฯ ในกรณีที่ผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องผู้ประกอบการอันเนื่องมาจากสินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่มีคุณภาพ เช่น เกิดอาการแพ้ครีมที่ซื้อมา สินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ได้คุณภาพ จะได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการฟ้องร้องทั้งหมด

 สำนักข่าวเนชั่น 4 พ.ย. 2551

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน