ร้องทุกข์หนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง
Don't just complain, file a complaint.

เอฟทีเอว็อทช์จับมือนักวิชาการ ตีแสกหน้ากระทรวงพาณิชย์โกหกคำโต

เอฟทีเอว็อทช์จับมือนักวิชาการ ตีแสกหน้ากระทรวงพาณิชย์โกหกคำโต เร่งเข้า CPTPP ทั้งที่ประเด็นอ่อนไหวมากมาย ยืนยันไม่ร่วมจัดปาหี่รับฟัง ชี้เรื่องใหญ่ผลกระทบผูกพันชั่วลูกหลานต้องให้รัฐบาลเลือกตั้งมาตัดสินใจ

วันที่ 3 มิ.ย. 61 นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ได้ให้ความเห็นกรณี กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมเจรจา CPTPP ว่าตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประชุม 25 หน่วยงานเตรียมความพร้อมเจรจา CPTPP โดยรมว.พณ.ระบุว่า การเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ถือเป็นนโยบายรัฐบาล ที่ต้องทำให้ได้ภายในปีนี้ และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การเข้าเป็นสมาชิกได้ประโยชน์กับไทยมากที่สุด

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) มองว่า กระทรวงพาณิชย์รับนโยบายมาจากรองนายกฯเศรษฐกิจโดยที่ไม่ศึกษาข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้และพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ตามที่ระบุว่าประเด็นที่อ่อนไหวถูกตัดออกไปหมดแล้วทั้งที่ไม่เป็นความจริง และยังพยายามอ้างว่า ไทยจะสามารถทำข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกก่อนหน้าซึ่งเป็นคำกล่าวที่เลื่อนลอย อีกทั้งยังไม่มีความแน่นอนว่าประเด็นอ่อนไหวบางประเด็นที่ถูกตัดออกไปเช่นเรื่องการผูกขาดข้อมูลทางยา การชดเชยความล่าช้าจากการออกสิทธิบัตรจะกลับมาหรือไม่หากสหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมเจรจา

601323

"เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ในการประชุมคณะกรรมการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ ทางฝ่ายเลขาฯซึ่งได้ทำงานวิจัยว่าด้วยผลกระทบต่อสุขภาพจากความตกลง TPP ได้แจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์ว่า ประเด็นอ่อนไหวไม่ได้มีเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาบางประเด็นที่ถูกละเว้นไว้เมื่อสหรัฐถอนตัวไปเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบังคับนำเข้าพืชและผลิตภัณฑ์ตัดแต่งพันธุกรรม, เครื่องมือแพทย์ที่ใช้แล้ว, การผูกขาดพันธุ์พืช และสมุนไพรไทย โดยบังคับให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 1991) นอกจากนี้ยังมีประเด็นการห้ามเจรจาต่อรองราคายา และที่น่าเป็นห่วงที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญการฟ้องร้องจากการที่รัฐบาลคสช. ออกมาตรา 44 ยุติการทำเหมืองแร่ แต่สาระการคุ้มครองการลงทุนใน CPTPP มีความเข้มงวดกว่า ทำให้นโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ประชาชนทุกเรื่องสามารถนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีได้เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐเรียกค่าชดเชยจากงบประมาณแผ่นดินได้ แต่หน่วยราชการยังไม่มีการประเมินถึงผลกระทบเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นตามที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวหายไปหมดแล้วเป็นเรื่องที่เป็นเท็จทั้งสิ้น"                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                            

รองประธานเอฟทีเอว็อทช์ชี้ว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่พูดให้ชัดเจนว่าใน 11 ประเทศนั้นประเทศไทยมีเอฟทีเอกับทั้งหมด 9 ประเทศแล้วเหลือเม็กซิโกและแคนาดาเท่านั้น ยิ่งไม่มีสหรัฐฯ ผลได้ที่ไทยคาดจะยิ่งน้อยลง ฉะนั้นการเข้าร่วม ประเทศไทยอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากเป็นการเอาใจญี่ปุ่นเพื่อไม่ให้ความตกลงนี้ตายเท่านั้น

"จากการที่ พณ.รับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยอย่างไม่เป็นทางการ 2-3 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ เราพบว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นำข้อมูลที่รับฟังไปพิจารณาอย่างแท้จริง แต่กลับนำมาแถลงข่าวว่าทุกภาคส่วนสนับสนุน ไม่มีเรื่องน่าห่วงใยแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวที่จะมีการจัดรับฟังแบบพิธีกรรมเช่นนั้นอีก"

ทั้งนี้ วันอังคารที่ 12 มิถุนายนนี้ ทางศูนย์วิจัย และควบคุมการบริโภคยาสูบ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับเอฟทีเอ ว็อทช์ เชิญนักวิชาการที่ทำงานวิจัยจริงจัดวิเคราะห์ CPTPP หลังสหรัฐฯถอนตัว ประเทศไทยควรเข้าร่วมเป็นภาคีหรือไม่ และในการนี้จะมีการแถลงข่าวจุดยืนภาคประชาสังคมต่อ CPTPP ที่ต้องเปิดให้การตัดสินใจเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

"จากรัฐธรรมนูญ 2560 การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ได้ตัดกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆการทำงานวิชาการที่เป็นพื้นฐานข้อมูลในการเจรจา และการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติออกไปเกือบสิ้นเชิง ฉะนั้น เชื่อว่า จะทำให้การเจรจาไม่มีความรอบคอบ ได้แต่ผลประโยชน์ระยะสั้นจะตกอยู่กับผู้ส่งออกและนายทุนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ขณะที่ประชาชนรวมทั้งลูกหลานของเราจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาว ดังนั้นจุดยืนของเอฟทีเอ ว็อทช์ และภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเราเห็นว่าควรเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และควรทำหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศกลับไปมีมาตรฐานและกระบวนการที่ดีดังเช่นมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550"

รองประธานเอฟทีเอว็อทช์ ยังกระตุ้นให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แสดงความกล้าหาญที่จะท้วงติงรัฐบาล คสช.ในเรื่องนี้ เพราะถ้าพ่อได้ทำงานวิจัยศึกษาผลกระทบต่างๆรวมทั้งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

"เมื่อ 11 ปีที่แล้ว รัฐบาล คมช.ตัดสินใจเดินหน้าเอฟทีเอ ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) กระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่ท้วงติงผลกระทบที่เกิดจากการอนุญาตให้มีการนำเข้าสารพิษและขยะอันตรายเข้ามาในประเทศไทย แม้การท้วงติงนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ถือได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้วทุกวันนี้มันก็พิสูจน์ว่า ประเทศไทยหลังการเปิดช่องของ เอฟทีเอ ไทย- ญี่ปุ่น วันนี้ประเทศไทยเป็นที่ทิ้งขยะสารพิษของโลกโดยสมบูรณ์แล้ว เราจึงอยากเห็นกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆที่ได้ทำการศึกษา ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้และท้วงติง กระตุกสำนึกรัฐบาล คสช.ให้ได้คิด ก่อนที่คนรุ่นต่อไปต้องมาตามแก้ปัญหาที่รัฐบาลอำนาจนิยมได้ทำไว้"

พิมพ์ อีเมล

บทบาทเครือข่ายภาคประชาสังคมกับการจัดการปัญหาร้องเรียนตามมาตรา ๔๑

133315

เจตนารมณ์ของมาตรา ๔๑ คือการเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นโดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด เป็นการลดความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการ   ถ้าดูทั้ง ๓ ระบบในขณะนี้มีกลไกการเยียวยาความเสียหาย คือระบบหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทองและระบบประกันสังคมเท่านั้น   ที่ยังไม่มีคือสิทธิสวัสดิการข้าราชการ และนี่คือความเหลื่อมล้ำของระบบในอนาคตจะทำให้มีได้อย่างไร

 

               วันนี้ (๑ มิถุนายน ๒๕๖๑)  เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๓๐ น. ที่ห้องประชุมออคิด บอลรูมชั้น ๒ โรงแรมพลูแมน ราชาออคิด อ.เมือง จ.ขอนแก่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนกลาง จัดประชุมสัมมนาแก่คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระดับจังหวัดภาคอีสาน มีผู้เข้าร่วมจำนวน ๗๐ คนจาก ๒๐ จังหวัดในภาคอีสาน   ในหัวข้อ “การพิจารณามาตรา ๔๑ ” ให้ชอบด้วยกฎหมาย  

               นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ ผู้ประสานงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระตามมาตรา ๕๐(๕) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในหัวข้อ “ สถานการณ์มาตรา ๔๑ กับการจัดการปัญหาในพื้นที่ ” กล่าวว่า เจตนารมณ์ของมาตรา ๔๑ คือการเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นโดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด เป็นการลดความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการ   ถ้าดูทั้ง ๓ ระบบในขณะนี้มีกลไกการเยียวยาความเสียหาย คือระบบหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทองและระบบประกันสังคมเท่านั้น   ที่ยังไม่มีคือสิทธิสวัสดิการข้าราชการ และนี่คือความเหลื่อมล้ำของระบบในอนาคตจะทำให้มีได้อย่างไร   ขณะนี้กฎหมายหลักประกันสุขภาพใช้มา ๑๖ ปี ถ้าย้อนหลังไปเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วการยื่นเรื่องขอมาตรา ๔๑ จะผ่านมาทางศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนและหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระตามมาตรา ๕๐(๕) จะเยอะแต่ในปัจจุบันหน่วยบริการทุกแห่งจะมีหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอยู่ด้วย มีบทบาทการช่วยเหลือให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน ส่งเรื่องเพื่อขอรับการช่วยเหลือตามมาตรา ๔๑ ดังนั้นเรื่องที่จะผ่านมาที่ศูนย์ฯ จะน้อยลงแต่ก็พอมีเป็นระยะ พอมีเรื่องเข้ามาจะมีการสอบข้อเท็จจริง รวบรวมเอกสารส่งเรื่องไปที่กองเลขา ม.๔๑ คือกลุ่มงานประกันสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ซึ่งศูนย์ฯ จะลงพื้นที่ร่วมกับ สสจ. และเมื่อรวบรวมเอกสารเสร็จจะยื่นเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาว่าเข้าตามเกณฑ์หรือไม่ ควรช่วยเหลือเป็นเงินเท่าไหร่

                นายปฏิวัติกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในเรื่องที่หน่วยรับเรื่อง ม.๕๐(๕) ที่เป็นปัญหาว่ามีการเรียกรับเงินหรือรับส่วนแบ่งจากผลของการพิจารณาช่วยเหลือนั้น ก็ต้องเรียนต่อกรรมการทุกท่านว่าทางภาคประชาชนไม่มีเจตนาที่จะเรียกรับเงินตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดหนึ่งของทางอีสาน หากตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีมูลจริงคณะอนุกรรมการควบคุม ฯ เขต (อคม.)และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุขสามารถที่จะถอนทะเบียนจากการเป็นหน่วยรับเรื่อง

               บทบาทของหน่วยรับเรื่องตามมาตรา ๕๐(๕) อีกอย่างคือการประสานงานแก้ไขปัญหา   การนำเรื่องร้องเรียนมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการร่วมกับหน่วยบริการซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยได้เลือกเอาหน่วยบริการ ๑-๒ แห่งในจังหวัดของตนเพื่อเป็นพื้นที่ร่วมกันพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการ การเยียวความเสียหายตามมาตรา ๔๑ ของหลักประกันสุขภาพเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่ระบบอื่นหรือบริการสาธารระอื่นของรัฐควรนำไปเป็นกรณีการชดเชยเยียวยา เช่น ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะ เป็นต้น”

 

                ทั้งนี้สิ่งที่ภาคประชาชนยังกังวลต่อการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพคือ ๑.)เรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่ระบุเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ มองประชาชนเป็นแค่เพียงผู้รอรับบริการ ไม่ยอมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา มีการบังคับร่วมจ่าย ณ จุดบริการ ๒.) กระทรวงสาธารณสุขได้ออก พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ มีสัดส่วนภาคประชาชน ๒ คน ภาระการพิสูจน์เป็นของผู้ป่วย ภาคประชาชนเราคัดค้านและควรสนับสนุน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข ที่เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ได้เสนออยู่ในขณะนี้   ๓.) การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ ที่แก้แล้วแย่กว่าเดิม ยิ่งแก้แล้วยิ่งแย่และ ๔.) ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ…(ชุปเปอร์บอร์ด) ซึ่งภาคประชาชนมองว่าเป็นการรวบอำนาจ ผูกขาด ระบบสุขภาพตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ควรจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้วเช่น พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่มีคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนมาร่วมคิดออกแบบนโยบายด้านสุขภาพร่วมกันและทางภาคประชาชนจะได้ติดตามและออกมาส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้รับฟังเสียงของประชาชนเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและการปฏิรูปที่แท้จริงต่อไป

#เครือข่ายภาคอีสาน #สปสช 

 

133308   133312

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน