สารีร้องศาลปกครอง-ปตท.คืนทรัพย์สินไม่ครบ

เขียนโดย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) วันที่ . จำนวนผู้ชม: 2579

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นคำร้องให้ศาลปกครอง สูงสุดไต่สวนกรณี ปตท. คืนทรัพย์สินแผ่นดิน ไม่ครบยังเหลืออีกกว่า 1.89 แสนล้านบาท ด้าน ปตท.ยืนยันคืนทรัพย์สินให้รัฐหมดแล้ว สอดรับกับกรมธนารักษ์

วานนี้ (3 มี.ค.) ที่สำนักงานศาลปกครองสูงสุด กรุงเทพฯ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดสมุทรสงคราม เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เปิดไต่สวนกรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดย ปตท. ได้แบ่งแยกทรัพย์สินคืนแก่แผ่นดินเพียง 16,176 ล้านบาท ยังเหลือทรัพย์สินแผ่นดินที่ไม่ได้โอนคืนอีกกว่า 189,715 ล้านบาท กรณีศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2550 ให้แบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมและอำนาจมหาชนของรัฐ จาก ปตท. คืนให้แก่รัฐ

นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น ปตท. กล่าวว่า ปตท.ยืนยันและมั่นใจว่าได้โอนทรัพย์สินไปตามคำสั่งศาลปกครองไปครบถ้วนแล้ว โดยที่ผ่านมา ได้แจ้งไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง พลังงาน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดอีก ก็ให้เป็นกระบวนการของศาลปกครองที่จะตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอำนวย ปรีมนวงศ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ กล่าวว่า หลังศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อปลายปี 2550 ให้ ปตท.คืนทรัพย์สินให้แผ่นดิน กรมธนารักษ์ได้ร่วมกับ ปตท.พิจารณา ว่า มีที่ดิน ท่อก๊าซและทรัพย์สินเหนือแผ่นดินที่ใดบ้างที่ต้องคืนรัฐ

จากข้อสรุปพบว่า ปตท. แบ่งทรัพย์สินที่คืนให้แผ่นดิน เมื่อเดือน ธ.ค. 2551 มูลค่า 16,176.22 ล้านบาท ประกอบด้วย ที่ดินเวนคืน 1.42 ล้านบาท สิทธิการใช้ที่ดิน 1,124.11 ล้านบาท และระบบท่อก๊าซธรรมชาติในที่ดินเวนคืนและที่ดินรอนสิทธิ 3 โครงการอีก 15,050.69 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของ ปตท.ก่อนการแปรรูป เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2544 และรายละเอียดทั้งหมดกรมธนารักษ์ส่งให้ศาลปกครองพิจารณาแล้ว ซึ่งถึงขณะนี้ ศาลปกครองยังไม่ได้ส่งหนังสือกลับคืนหรือท้วงติงมา

 

- กรุงเทพธุรกิจ  4/3/52

พิมพ์