Black Ribbon

บริการสุขภาพและสาธารณสุข

จับโกหกรัฐมนตรีจัดฉากแถลงข่าว

นักข่าวต้อน"วิฑูรย์"เข้ามุม หน้าถอดสีหลังแถลงจัดฉากแล้ว อดีตรองเลขาฯ สมาคมชาวพัทลุงเป็นผู้บริจาคปลากระป๋องเน่ามาให้ทางกระทรวง กลายเป็นหนังคนละม้วนกับที่เคยแถลงสื่อฯ เลยเดินหน้าคุ้ยต่อไปที่ศูนย์รับบริจาคฯ เพื่อเช็กบัญชีรายชื่อผู้บริจาคช่วง ธ.ค. 51-ม.ค. 52 กลับไม่มีชื่ออดีตรองเลขาฯ สมาคมชาวพัทลุงเป็นผู้บริจาคสิ่งของแต่อย่างใด ทางด้านอดีต ส.ส.อุบลฯ คู่ปรับเก่า ขู่ตามเช็กบิลทั้งเรื่องปลากระป๋องและผ้าห่มบางเฉียบ จี้นายกฯ จับตาซื้อชุดนักเรียนแจก 
 
ยังคงเป็นปริศนากับกรณีความไม่ชอบมาพากลของปลากระป๋องเน่า ยี่ห้อ “ชาวดอย” ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำไปบริจาคให้ชาวบ้านในจ.พัทลุง ทั้งที่ฉลากบนกระป๋อง ระบุผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีระยะเวลาหมดอายุอีก 3 ปี ขณะที่ อย. พบพิรุธไร้ตัวตนบริษัทผู้จัดจำหน่ายและบริษัทผู้ผลิตตามที่อยู่ที่ระบุบน กระป๋อง ขณะที่เจ้ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ออกโรงแก้เกี้ยวว่าเป็นเพราะบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานจัดซื้อจัดจ้างส่งของ เน่าแจกชาวบ้าน ผิดสเปกที่เสนอ กระทรวง ทางด้านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเตรียมประสานเครือข่ายในพื้นที่พัทลุง เพื่อให้ข้อมูลด้านกฎหมายแก่ชาวบ้านเจ้าทุกข์เพื่อดำเนินการฟ้องร้องกระทรวง นั้น
 
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ม.ค. นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ เปิดแถลงว่า ภายหลังจากตนได้มีหนังสือลงวันที่ 14 ม.ค. 52 ขอให้ นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ตรวจสอบกรณีสิ่งของในถุงยังชีพ เช่น ปลากระป๋อง ที่นำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยใน จ.พัทลุง แต่ไม่มีคุณภาพ มีกลิ่นเหม็น ไม่สามารถรับประทานได้ โดยขอให้ชี้แจงว่าถุงยังชีพที่นำไปมอบให้กับประชาชนมีที่มาอย่างไร และส่งให้ จ.พัทลุงจำนวนกี่ชุด มอบให้ประชาชนไปแล้วจำนวนเท่าใด ที่สำคัญตั้งแต่ตนมาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 15 วัน ทางกระทรวงมีการใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่และจำนวนเท่าใด
 
โดยวันนี้ (19 ม.ค.) นายวัลลภได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องถุงยังชีพช่วยเหลือที่ จ.พัทลุง กรณีปลากระป๋องไม่ได้คุณภาพ โดยแจ้งว่าสำนักงานปลัดกระทรวงพม. ได้รับแจ้งจาก นายวิเชน สมมาต มีความประสงค์จะบริจาคถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบความเดือดร้อนใน จ.พัทลุง จำนวน 5,000 ชุด โดยนายวิเชนเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนเอง ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวง พม. เป็นเพียงผู้ประสานไปยังพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พัทลุง ทราบ เพื่อดำเนินการตามเจตนา รมณ์ของผู้บริจาค เบื้องต้นได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนชาวพัทลุงไปแล้ว 1,500 ชุด ทั้งนี้ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 สำนักงานปลัดกระทรวง พม. ยังไม่มีการจัดซื้อถุงยังชีพแต่อย่างใด
 
“นอกจากนี้ผมได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งของบริจาค ที่จะมอบให้กับประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของเพื่อนำไปบริจาคให้มีการปฏิบัติตามระเบียบ และดำเนินการจัดซื้อเท่าที่จำเป็น เพราะหากนำสิ่งของที่ไม่ได้คุณภาพไปให้กับประชาชนที่เดือดร้อน เป็นเรื่องที่ผมยอมรับไม่ได้ เนื่องจากชาวบ้านกำลังเดือดร้อน จึงไม่ควรไปซ้ำเติม” นายวิฑูรย์กล่าว
 
นายวิฑูรย์กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ตรวจสอบสิ่งของบริจาค กรณีผ้าห่มไม่ได้คุณภาพนั้น ที่ผ่านมาทางกระทรวงได้จัดซื้อผ้าห่มเพื่อแจกให้กับประชาชนที่เดือดร้อนไป บ้างแต่จำนวนไม่มาก เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการจัดซื้อไม่ตรงสเปก อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลการจัดซื้อสิ่งของไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งมาที่ตนได้โดยตรง
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดนายวิเชนจึงไม่บริจาคช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ทั้งที่เป็นคนพัทลุง นายวิฑูรย์กล่าวว่าปัจจุบันนายวิเชนมีที่อยู่อาศัยใน กท. แต่ในอดีตเคยเป็นรองเลขาธิการสมาคมชาวพัทลุง และประกอบธุรกิจหลายอย่าง ตนเข้าใจว่าสาเหตุที่นายวิเชนบริจาคผ่านกระทรวง เพราะอยากได้เครดิต
 
เมื่อถามว่านายวิเชนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกรณีทำให้ชาวบ้านเสียหายหรือไม่ นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประสานงานไปยังนายวิเชนแล้ว เมื่อถามต่อว่ากระทรวง พม.จะฟ้องร้องแทนประชาชนหรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่าเรื่องนี้จะต้องพยายามหาต้นตอร่วมกัน ซึ่งทาง กระทรวงจะตั้งคณะกรรมการติดตามเรื่องดังกล่าว
 
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า การแถลงข่าวในวันนี้มีการจัดฉากเหมือนกับหนังคนละม้วน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แถลงว่า เป็นความผิดของบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ได้รับสัมปทานจัดซื้อจัดจ้างส่งของไม่ ตรงสเปกที่เสนอกระทรวง หรือไม่ ทำให้นายวิฑูรย์ถึงกับหน้าถอดสีก่อนจะกล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่มีการจัดฉาก การแถลงครั้งนี้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อถามอีกว่าจะให้มีการตรวจสอบบัญชีผู้บริจาคสิ่งของที่ผ่านมาให้กับ กระทรวงแบบย้อนหลังหรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่าตนจะรับไปพิจารณาและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการและ ตรวจสอบ แต่อยากให้เข้าใจว่า บางครั้งผู้บริจาคก็มีความปรารถนาดี โดยไม่รู้ว่าสิ่งของที่นำมาบริจาคไม่มีคุณภาพ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย
 
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามนาย วิเชนทางโทรศัพท์ ก็ได้รับการยืนยันจากนาย   วิเชนว่า ตนไม่ทราบมาก่อนว่าปลากระป๋องที่  นำไปช่วยเหลือประชาชนจะเน่าเสีย เพราะได้สั่งการให้ลูกน้องเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ ส่วนสาเหตุที่บริจาคของผ่านทางกระทรวง พม. เนื่องจากไม่มีกำลังพอจะจัดส่งสิ่งของไปเอง และที่มีข่าวว่าจะมีการฟ้องร้องผู้บริจาคนั้น หากมีการฟ้องร้องจริง ต่อไปคงไม่มีใครกล้าบริจาคสิ่งของอีกแล้ว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบไปที่ศูนย์รับบริจาคเพื่อการสงเคราะห์ผู้เดือดร้อนของกระทรวง พม. โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอ้างว่านายวิเชนได้แจ้งความประสงค์ขอบริจาคสิ่งของ ดังกล่าวตั้งแต่หลังปีใหม่ แต่จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้บริจาคตั้งแต่เดือน ธ.ค. 51 และเดือน ม.ค. 52 กลับไม่มีชื่อนายวิเชนเป็นผู้บริจาคสิ่งของแต่อย่างใด ทั้งนี้ทางศูนย์ฯแจ้งว่าผู้บริจาคทุกคน หากมาบริจาคสิ่งของให้กระทรวงจะต้องมีหลักฐานเป็นใบเสร็จออกให้ทุกราย
 
ทางด้าน นายสมบัติ รัตโน อดีต ส.ส. อุบลราชธานี สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบพฤติกรรมความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของนายวิฑูรย์โดยด่วน ใน   2 เรื่อง ทั้งการแจกปลากระป๋องเน่า และผ้าห่มด้อยคุณภาพ และอีกไม่นานก็จะจัดซื้อจัดจ้างชุดนักเรียนไปแจกอีก เรื่องเหล่านี้นายกฯ ไม่ต้องไปตรวจสอบข้าราชการ แต่ให้ตรวจสอบที่ตัวรัฐมนตรีได้เลย อย่างเรื่องปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอยก็มี ส.ส.หญิงคนหนึ่งเป็นคนจัดการให้ ส่วนผ้าห่มซึ่งบางเฉียบจนชาวบ้านใช้แก้หนาวไม่ได้นั้น ก็ผลิตกันที่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี แล้วส่งไปขายให้บริษัทต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่รู้ว่าผู้ผลิตผ้าห่มเป็นญาติใครหรือเปล่า แต่พฤติกรรมเหล่านี้ทางพรรคเพื่อไทยได้รวบรวมหลักฐานเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ถ้าเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ ขอให้นายวิฑูรย์เตรียมตัวหลุดจากตำแหน่งได้เลย.

นสพ.เดลินิวส์ 20/01/52

พิมพ์ อีเมล

แพทย์ชนบท ชง “วิทยา” ใช้สวีเดน ต้นแบบแก้ปัญหาคนไข้ฟ้องหมอ

แพทย์ชนบทเสนอ รมว.สาธารณสุข ใช้ “สวีเดน” เป็นต้นแบบ แก้ปัญหาฟ้องร้องแพทย์-ชดเชยความเสียหายจากบริการทางการแพทย์ ดึงงบม.41 สปสช.ตั้งต้น เพิ่มงบประมาณชดเชยผู้ป่วย ตั้งหน่วยงานกลางไกล่เกลี่ย
       
       นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ได้เดินทางไปดูงานเรื่องกองทุนชดเชยผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่ประเทศสวีเดน และนอร์เวย์ ซึ่งถือว่าประเทศที่มีระบบดูแลปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก โดยจะจัดทำรายงานเสนอ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ให้พิจารณานำมาเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์กับคนไข้ ของไทย โดยมีการตั้งหน่วยงานกลางที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย และชดเชยความเสียหายทางการแพทย์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ดีขึ้น โดยเป็นการฟ้องร้องไปที่หน่วยงาน ขณะที่แพทย์จะไม่ตกอยู่ในฐานะของผู้ที่กระทำผิดแต่จะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ อธิบายให้คนไข้เข้าใจ ช่วยในเรื่องสำนวนการฟ้องร้อง ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
       
       “นอก จากนี้ ในสวีเดนจะมีระบบการประกันภัยผู้ป่วยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลเป็นผู้ประกันความเสียหาย จากเดิมที่มีตัวแทนประกันด้านสุขภาพของเอกชนก็ถูกยุบไป โดยมีการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ทำให้ไม่ต้องเสียเงินให้กับกระบวนการขั้นตอน ที่ใช้เวลานาน ยุ่งยากกว่าจะได้รับเงินชดเชยความเสียหาย กว่า 70% ให้กับทนายความเป็นค่าดำเนินการ ขณะที่ผู้เสียหายได้รับการชดเชยเพียง 30% ทั้งนี้20% ของผู้ที่ฟ้องร้องในสวีเดนจะสามารถทราบผลภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟ้องร้องนาน”นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว
       
       นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุสวีเดนและนอร์เวย์มีประชากร 9 ล้านคน มีเรื่องที่เข้าสู่กองทุนชดเชยผู้เสียหายทางการแพทย์ที่ตั้งขึ้น ประมาณ 1 หมื่นครั้ง ได้รับการชดเชย 5 พันครั้ง ที่เหลือมีการฟ้องร้องต่อโดย 100-1,000 เรื่อง จะได้รับการชดเชยหากมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น ซึ่งโรงพยาบาลจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนชดเชยฯผู้เสียหายทางการแพทย์ ทั้งนี้ จะมีการนำข้อมูลจากการฟ้องร้องมาปรับปรุงพัฒนาระบบ ซึ่งแพทย์จากที่เคยเป็นคู่กรณีของผู้ป่วย จะกลายเป็นผู้ที่พิสูจน์หลักฐานให้เห็นว่ามีเหตุสุดวิสัยอย่างไร เกิดจากแพ้ยาหรือเหตุอื่น ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความสมานฉันท์ แพทย์กับผู้ป่วยมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น จากข้อมูลของประเทศสวีเดนพบว่า แม้การฟ้องร้องในภาพรวมจะไม่ลดลงจากเดิม แต่ข้อพิพาทก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการศาลลดลง
       
       นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมาในอดีตทั้งโครงสร้างการบริการจัดการระบบสาธารณสุข ประเทศไทยมักอาศัยต้นแบบจากประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศแคนนาดา ที่ปัจจุบันถือว่ามีปัญหาด้านระบบสุขภาพเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นสปสช.มีมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในการเรื่องการชดเชย ระบุว่า หากเกิดความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข จะได้รับเงินชดเชยเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดจากกองทุนชดเชยค่าเสีย หายทางการแพทย์ โดยมาตรการดังกล่าว เป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว รัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณเข้ากองทุนดังกล่าว จากเดิม 2 บาท ต่อคนต่อปี เป็น 6-7 บาท ต่อคนต่อปี และบังคับให้ภาคเอกชนร่วมจ่ายเงินสมทบ และสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวมาใช้เป็นเงินกองทุน
       
       “ถ้านายวิทยาสนใจแนวคิดนี้ก็ต้องมีการทำเป็นนโยบาย ที่โดนใจชาวบ้านเพราะถือเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้รับการเหลียวแล หากเกิดข้อผิดพลาดทางการรักษาขึ้น ทั้งนี้ ควรมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ พร้อมทั้งนำแนวคิดของประเทศสวีเดนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งคาดว่า อาจจะมีความเห็นค้านจากโรงพยาบาลเอกชน แต่ฝ่ายเอ็นจีโอ น่าจะเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว ดังนั้น จึงควรทำให้เกิดการบังคับใช้ตามกฎหมาย” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มกราคม 2552

พิมพ์ อีเมล

วิทยาตั้งกรรมการ ศึกษาเมดิเคิลฮับ

วันที่ 13 มกราคม นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ หรือเมดิเคิลฮับว่า เป็น 1 ในนโยบายของรัฐบาล และในเร็วๆ นี้จะออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการดำเนินการโครงการ เมื่อผลการศึกษาแล้วเสร็จ จะเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้การดำเนินการรอบคอบที่สุด

"ผมยังมีแนวคิดเดิมคือ ต้องการรับแพทย์จากต่างชาติเข้ามารักษาผู้ป่วยต่างชาติ แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของแพทยสภา เพื่อไม่กระทบกับแพทย์ในสังกัด สธ. รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นที่จะเป็นเมดิเคิลฮับ ส่วน สธ.จะผลักดันและสนับสนุนนโยบาย หรืออำนวยความสะดวกให้เท่านั้น" นายวิทยากล่าว

นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ สวรส.ได้เก็บข้อมูลแพทย์ที่ลาออกไปทำงานภาคเอกชนแล้ว เบื้องต้นพบว่าแพทย์ส่วนใหญ่จะเป็นแพทย์จากโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ ถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีความสำคัญในการผลิตบุคลากรทางการเแพทย์เพิ่มเติม

"ส่วนกรณีที่จะให้แพทย์ต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทย องค์การอนามัยโลกเคยมีการถกเถียงกันในประเด็นใกล้เคียงที่แพทย์ชาวฟิลิปปินส์จะเข้าไปรักษาคนไข้ที่สหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ค่าตอบแทนถูกกว่า ฯลฯ อีกทั้งแพทย์ที่จบจากต่างประเทศอาจไม่ตรงกับความต้องการของคนในประเทศนั้นๆ จึงต้องไปรักษาในประเทศที่มีความต้องการแพทย์ในสาขาวิชาที่จบมา ขณะเดียวกัน ทำให้ประเทศต้นทางขาดแคลนแพทย์หนักยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็ต้องพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับขาดแคลนแพทย์" นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าว

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หากอนุญาตให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ต้องกำหนดระยะเวลาใบประกอบวิชาชีพด้วย

มติชน 14-01-52

พิมพ์ อีเมล

เนื้อหาอื่นๆ...

บทความใกล้เคียงกัน

Banner Food
Banner Safethaibus
Creditcard
Indy
Inside
Union
จดหมายบอกเลิกสัญญา
Seacc
Banner Ci