Black Ribbon

บริการสุขภาพและสาธารณสุข

ศูนย์วิจัยปัญหาสุราฟันธง ธุรกิจเหล้าแหกกฎหมาย

เมื่อ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมเอเชีย นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า แถลงข่าว "ผลติดตามเฝ้าระวังการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวาระครบรอบ 1 ปี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551" ว่า ผลสำรวจการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางป้ายกลางแจ้ง บนถนนสายหลัก อาทิ รามคำแหง ลาดพร้าว เกษตร-นวมินทร์ พหลโยธิน วันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2552 พบ สถานบันเทิงและร้านค้า ร้านอาหาร รวม 236 ร้าน พบป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น 509 กรณี มีการกระทำผิด 378 กรณี หรือร้อยละ 74.26 โดยพบการนำตราสินค้าบนขวดมาเผยแพร่ถึง 21 ยี่ห้อ บริษัทที่ฝ่าฝืนกฎหมายมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1.บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด/บุญรอดฯ เห็นตราเบียร์สิงห์/ลีโอ ถึง 95 กรณี หรือร้อยละ 25.13 2.บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด เห็นตราเบนมอร์ จอห์นนี่ วอล์คเกอร์ฯ 83 กรณี หรือร้อยละ 21.95 3.บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) เห็นตราฮันเดรดไพเพอร์ส ชีวาส 50 กรณี หรือร้อยละ 13.22 รูปแบบสื่อโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎหมายมากที่สุด คือ ป้ายตู้ไฟมาก ร้อยละ 52.91

รศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ ผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการเฝ้าระวังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ขอเสนอดังนี้ 1.เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตรวจจับดำเนินคดีโดยเคร่งครัด และรวดเร็ว การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะเห็นภาพขวดผลิตภัณฑ์ ทั้งแบบเต็มหรือบางส่วนของขวด หรือบรรจุภัณฑ์ ต้องหมดไปจากทุกสื่อโฆษณา 2.คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ต้องกำหนดกฎกระทรวงตามมาตรา 32 ให้มีมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ต่ำไปกว่ามาตรการเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางโทรทัศน์และวิทยุใน ช่วงเวลาตีห้าถึงสี่ทุ่ม และ 3.ขอเรียกร้องให้เร่งตั้งคณะกรรมการนโยบายแอลกอฮอล์แห่งชาติ

ร.ท. หญิงจุฑาภรณ์ แก้วมุงคุณ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าวว่า ศวส. ได้ติดตามการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ตลอดปี 2551 พบว่าการโฆษณาตราผลิตภัณฑ์และตราบริษัท ในช่วงตีห้าถึงสี่ทุ่ม มีจำนวนมากกว่าปี 2550 ซึ่งมีเพียง 4.5 และ 8.3 ครั้งต่อสัปดาห์เพิ่มเป็น 42 และ 122 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นการโฆษณาโชว์ตราผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นเป็น 10 และการโฆษณาตราบริษัท เพิ่มขึ้นเป็น 15 เท่า ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ตลอดทั้งปี พบว่า มีทั้งสิ้น 827 โฆษณา หรือเดือนละ 69 ชิ้น ขณะที่ก่อนมีกฎหมายบังคับใช้ มีการโฆษณาเฉลี่ยที่ 37.5 ชิ้นต่อเดือน

นพ. สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้เชิญบริษัท ผู้ผลิตและนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 9 บริษัท มาชี้แจงความผิด ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 32 เรื่องการห้ามโฆษณา เป็นครั้งสุดท้าย แต่มีเพียง 3 บริษัท ที่เข้าร่วมรับฟังการชี้แจง คือ บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น บริษัท ไทยเบเวอเรจ จำกัด มหาชน และบริษัท ซานมิเกล ซึ่งบริษัทที่เข้าร่วมการชี้แจงรับฟังด้วยความเข้าใจ มีเพียงบริษัท สิงห์ฯ ที่ยืนยันว่า บริษัทสามารถโฆษณาได้ และไม่ได้ทำผิดกฎหมาย โดยอ้างว่ายังไม่มีการออกกฎกระทรวงมารองรับ ส่วนอีก 6 บริษัท กระทรวงจะชี้แจงด้วยจดหมาย ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นี้ จะหารือกับนายพิเชฐ พัฒนโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรการห้ามจำหน่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การกำหนดวันดีเดย์ จับปรับ การละเมิด พ.ร.บ.ฉบับนี้ทั่วประเทศ
 
ข้อมูลจาก นสพ.มติชน 24-02-52

พิมพ์ อีเมล

"ทวงบุญคุณ"ออกพรบ.13สมุนไพร2กรมอ้างคนไม่เข้าใจกม.ลึกซึ้ง/เอ็นจีโอจี้ถอนก่อนฟ้องศาลปค.

   กรมโรงงานอุตสาหกรรม-กรมวิชาการเกษตรเถียงคอเป็นเอ็น  ประกาศ  13  สมุนไพร  เป็นวัตถุอันตราย  เป็นเรื่องคนไม่เข้าใจตัว  พ.ร.บ.อยากทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่   แถมทวงบุญคุณหวังดีเกษตรกรไม่ใช้สารเคมี  ไม่มีฮั้วเอกชน  ขณะที่  "เอ็นจีโอ"  จี้ให้ถอนประกาศไม่ใช่แค่ทบทวน  ยันมีผลประโยชน์คอรัปชั่น  และถ้า  2  หน่วยงานยังนิ่งเฉย  จะฟ้องศาลปกครองใน  7  วัน

     สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  (สช.)  ร่วมกับเครือข่ายพัฒนานโยบายอาหารและเกษตรเพื่อสุขภาพ  ได้จัดเสวนาหัวข้อ  "จากพืชสมุนไพรอันตราย  สู่ความท้าทายการมีส่วนร่วมของสังคม"  นายยงยุทธ   ทองสุข  รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม  กล่าวว่า  ในการออกประกาศกฎกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตราย   ที่กำหนดให้  13  สมุนไพรไทยเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่  1  ซึ่งพิจารณาโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย  ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ  และรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนจากวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง แล้ว  และได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นมาพอสมควร  แต่เมื่อเห็นว่าเกิดผลกระทบขึ้นจึงต้องมีการทบทวน  โดยให้มีการจัดกระบวนการรับฟังความเห็นขึ้น   ทั้งนี้  เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น  แต่ควรพิจารณาตามความหนักเบาของประเด็น  เพราะหากต้องมีการมีส่วนร่วมในทุกกรณีจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานได้

     "ตอนนี้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว   ซึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจในประกาศ  และเมื่อมีการเผยแพร่ออกไปสู่มวลชน  เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น"

     ด้าน  ดร.เพ็ญโฉม  แซ่ตั้ง  นักวิชาการกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม  กล่าวว่า   การมีส่วนรวมของภาคประชาชนเป็นเรื่องจำเป็น  แม้ว่าจะทำให้การทำงานล่าช้าออกไป  ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้นั้น  เห็นว่าหากไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมเลย   นอกจากขาดความโปร่งใสแล้ว  ยังก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้  ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประเทศและเศรษฐกิจมากกว่า  และแม้ว่าในคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นกรรมการ   ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการความเห็น  แต่เราก็ไม่อาจรู้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกเลือกเข้ามานั้นเป็นใคร   มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่  ดังนั้นจึงควรให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  แต่ประเด็นคือว่า  ควรอยู่ในระดับใด  รวมถึงวิธีการแสดงความเห็น  แต่ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ข้อมูลด้วย   เพราะการมีส่วนร่วมที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีข้อมูลประกอบ   ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ต่างเข้าถึงข้อมูลยากมาก  จึงควรมีการปรับปรุงมาตรา  9  (8)  เพื่อให้มีการเปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการที่พิจารณาประเด็นต่างๆ  ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

     ขณะที่   นายวิฑูรย์   เลี่ยนจำรูญ  ผู้อำนวยการมูลนิธิวิถีไทย  (ไบโอไทย)  กล่าวว่า   การที่รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่าเรื่องนี้เป็นการทำเรื่องเล็กให้ เป็นเรื่องใหญ่นั้น  ตนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ  อย่างที่ระบุ   และอยากให้มองความเป็นจริง   เพราะเรื่องของสุมนไพรเป็นภูมิปัญญาเกี่ยวข้องกับคนไทยมานาน   ซึ่งการออกประกาศสมุนไพรอันตรายส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ  นอกจากนี้มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ได้ประชุมเมื่อวันที่  18  ก.พ.ที่ผ่านมา  ให้ดำเนินการทบทวนประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม  ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่าได้เพิกถอนประกาศฉบับนี้แล้ว  ทั้งที่ความเป็นจริงประกาศฉบับนี้ยังอยู่  เพราะเป็นเพียงการสั่งทบทวนเท่านั้น

     นายวิฑูรย์กล่าวว่า  ทางเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนทั้ง  12  องค์กรเห็นว่า  ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย  เป็นเพียงการซื้อเวลาและมีเจตนาจะ หน่วงเหนี่ยวคำประกาศดังกล่าว  โดยมิได้นำพาต่อการคัดค้านของหลายฝ่าย  ขัดแย้งกับความเข้าใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป  ทั้งนี้  ตนคิดว่าหลายเรื่องที่มีการพิจารณาในคณะกรรมการวัตถุอันตรายเกี่ยวข้องกับ ความไม่โปร่งใสและคอรัปชั่น  โดยคนแรกที่ออกมาระบุในเรื่องนี้คืออดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ตั้งข้อ สังเกตว่า   ประกาศ  13  สมุนไพรไทย  มีประเด็นซ่อนเร้น  และเอื้อให้ข้าราชการไปกลั่นแกล้งหรือหาผลประโยชน์ได้  แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นการทุจริตในเชิงนโยบายมากกว่า  เพราะหลายเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรทำนำไปสู่ปัญหา  เช่น  เซ็นทรัลแล็บ  พืชสวนโลก  กล้ายาง  และการปลูกพืชจีเอ็มโอ  ซึ่งเรื่องพืชจีเอ็มโอนั้น  ศาลประเทศอินโดนีเซียได้ตัดสินลงโทษข้าราชการแล้ว  ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรและบริษัทสารเคมีมีการพบปะพูดคุยและมีความใกล้ชิด มากกว่าภาคประชาชน

     "อยากให้จับตาการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิตาม   พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่  มีวัตถุประสงค์ใด  เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตาม  เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง  เพื่อให้มีคำสั่งระงับการออกประกาศฉบับนี้ชั่วคราว  จะยื่นฟ้องให้แล้วเสร็จภายใน  7  วัน  เพื่อใช้อำนาจศาลทวงความยุติธรรมของการออกประกาศฉบับนี้"  นายวิฑูรย์กล่าว

     นายวิชา   ธิติประเสริฐ  ผอ.สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  กรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  ในการออกประกาศ  13  สมุนไพรไทยเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่  1  นั้น  ได้มีการรับฟังเสียงจากประชาชนแล้ว   แม้ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กน้อย  แต่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง  ซึ่งในปี  2550  ได้มีการเปิดรับฟังความเห็น  โดยมีผู้เข้าร่วม  150  คน  และยังมีส่วนร่วมจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์และออกประกาศ  ที่เป็นการควบคุมเฉพาะการนำมาผลิตเป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  ทั้งนี้  พ.ร.บ.วัตถุอันตรายนี้ควรถูกเรียกว่ากฎหมายจับฉ่าย  เพราะครอบคลุมทั้งหมดตั้งแต่สารเคมีที่มีความร้ายแรงเป็นอันตรายอย่างสาร กัมมันตภาพรังสี  จนถึงพืชสมุนไพรธรรมดา  และเมื่อพืชสมุนไพรถูกจัดให้อยู่ใน  พ.ร.บ.วัตถุอันตราย  จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด  ทั้งๆ  ที่เป็นการทำเพื่อเปิดช่องเพื่อช่วยเกษตรกร  และลดการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช  ดังนั้นจึงควรมีการทบทวนชื่อกฎหมาย  โดยเปลี่ยนเป็น  พ.ร.บ.วัตถุที่ใช้แทน  ทั้งนี้  การทำงานของคณะกรรมการวัตถุอันตรายน่าจะได้รับการสรรเสริญด้วยซ้ำ  ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาความไม่เข้าใจ  และชื่อกฎหมายที่ไม่ทันสมัย  อย่างไรก็ตาม  สำหรับประกาศกฎกระทรวง  13  พืชสมุนไพรนั้น  จะประสานให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติช่วยทำประชาพิจารณ์ในเรื่องนี้ เพื่อความโปร่งใส

     "ผมขอชี้แจงกรณีที่นายวิฑูรย์พยายามสื่อว่ามีการคอรัปชั่น   โดยโยงกรณีการปลูกพืชจีเอ็มโอ  ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีใครกล้าขึ้นมาชี้หน้าใครว่าผิดได้  เพราะเรื่องทั้งหมดยังอยู่ในชั้นศาล  และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีข้าราชการในกรมวิชาการเกษตรที่ถูกตัดสินว่าทุจริต คอรัปชั่น   ส่วนที่มีการโยงความสัมพันธ์ระหว่างกรมวิชาการเกษตรและบริษัทเอกชนนั้น  ยืนยันว่ากรมเปิดประตูรับฟังทุกฝ่าย  จึงไม่อยากให้มีการพูดที่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น   ซึ่งหากจะวิพากษ์วิจารณ์ควรพูดอย่างตรงไปตรงมาและพูดให้จบ"  นายวิชากล่าว.

นสพ.ไทยโพสต์ 20-02-52

พิมพ์ อีเมล

ลุยล้างบางคลินิกหน้าเด้ง

ภาพประกอบจากอินเทอร์เนต

       อย.จับมือกองการประกอบโรคศิลปะ ลุยกวาดล้างจับคลินิกดังทำหน้าขาวเด้ง ฉีดสารกลูตาไธโอน-วิตามิน ผิดกฎหมายโดยไม่มีทะเบียนตำรับยา เตือนสาวๆ อย่าหลงเชื่อ หากเกิดอาการแพ้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และอย่าหลงคารมกับคำอ้างว่าผ่าน อย.แล้วเป็นอันขาด
       
       นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าหน้าที่กองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ออกตรวจสอบคลินิกเสริมความงามชื่อดัง หลังจากได้สืบทราบข้อมูลว่ามีการใช้ยาฉีดกลูตาไธโอนและยาฉีดอื่นๆ โดยไม่มีทะเบียนตำรับยาในคลินิกเสริมความงาม
        
       ปรากฏว่า จากการตรวจสอบพงศ์ศักดิ์คลินิกเวชกรรม สาขาเอสพลานาด ตั้งอยู่เลขที่ 99 ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น M ถ.รัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ พบว่ามีการใช้ยาฉีด Tationil (Glutatione) และ Laroscorbine (Vitamin C i.m./e.v.) ที่ไม่มีทะเบียนตำรับยา อ้างสรรพคุณในการรักษาทำให้ผิวขาว
        
       ดังนั้น เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างยาทั้งหมดที่พบส่งตรวจวิเคราะห์คุณภาพ ในเบื้องต้นพบการกระทำผิดกฎหมาย ข้อหาขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กองควงคุมยาจะดำเนินการติดตามขยายผล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป
       
       เลขาธิการ อย.กล่าวต่อว่า การนำสารกลูตาไธโอนมาฉีดเพื่อให้ผิวขาวไม่ว่าจะฉีดโดยคลินิกหรือสถานเสริมความงาม ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อีกทั้งยังถือเป็นความผิดทางกฎหมาย เนื่องจาก อย. ไม่เคยขึ้นทะเบียนสารดังกล่าวและไม่ได้อนุญาตให้มีการนำเข้า ซึ่งหากพบมีการโฆษณาเกินจริง ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ยา มีโทษปรับถึง 1 แสนบาท
        
       ขอเตือนมายังคุณผู้หญิงสาวๆ ทุกคน อย่าหลงเชื่อเข้ารับบริการฉีดสารที่อวดอ้างทำให้ผิวขาวเป็นอันขาด เพราะหากเกิดอาการแพ้ รักษาไม่ทัน อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ และหากพบเห็นคลินิกหรือสถานเสริมความงามใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อวดอ้างการใช้สารทำให้หน้าขาว โปรดแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่พบการกระทำผิดนั้นๆ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กุมภาพันธ์ 2552

 

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน

Banner Food
Banner Safethaibus
Creditcard
Indy
Inside
Union
จดหมายบอกเลิกสัญญา
Seacc
Banner Ci