Black Ribbon

บริการสุขภาพและสาธารณสุข

ภาคประชาสังคมจี้รัฐ เร่งนำยาไวรัสตับฯซีเข้าระบบบัตรทองด่วน หลังบริษัทยา ยอมไทยผลิต-นำเข้ายาราคาถูก โดยไม่ละเมิดสิทธิบัตร

press pic 14092017 001

         จากการเคลื่อนไหวกดดันของภาคประชาสังคมนานกว่า 5 ปี ในที่สุด บริษัท กิลิแอด ไซน์ อินค์ ประกาศยอมให้ประเทศไทยสามารถผลิตและนำเข้ายาต้านไวรัสเอชไอวีและยารักษาไวรัสตับอักเสบซีในราคาถูกได้ โดยไม่ถือว่าละเมิดสิทธิบัตร เมื่อวันที่  24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ จากภาครัฐต่อกรณีดังกล่าว 

         นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่รณรงค์การเข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้นำยาโซฟอสบูเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีและยาในกลุ่มเดียวกัน เข้าสู่ระบบการรักษาของประเทศมานานกว่า 5 ปี จนมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่กลับยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี เนื่องจากราคายายังแพงเกินไป การประกาศของบริษัท กิลิแอดฯ ทำให้ประเทศไทยสามารถนำเข้าหรือผลิตยาในราคาที่ถูกลงกว่าเดิมมาก จึงหวังว่าการประชุมคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 กันยายนนี้ จะพิจารณาอนุมัติให้รวมยาดังกล่าวเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ 

         นายนิมิตร์ เทียนอุดม อดีตบอร์ดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอแนะให้ สปสช. ปรับปรุงและประกาศการขยายชุดสิทธิประโยชน์ให้โรงพยาบาลทุกแห่งทราบทันที หลังจากคณะอนุกรรมการฯ มีประกาศเรื่องยาไวรัสตับอักเสบซีชนิดใหม่เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ 

         “ในแต่ละปี สปสช. ตั้งงบประมาณสำหรับการรักษาไวรัสตับฯ ซีด้วยยาเก่าคือแพ็คกิเลด อินเตอร์เฟอรอน ไว้ที่ 300 - 400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรักษาคนได้ประมาณ 3,500 คนต่อปี แต่หลายคนรักษาไม่หายด้วยยานี้หรือมีผลข้างเคียงร้ายแรงจากการรักษา แต่ด้วยยาใหม่ที่ราคาถูกลง และรักษาให้หายขาดได้เกือบ 100% โดยใช้วงเงินงบประมาณเท่าเดิม จะทำให้ผู้ป่วยกว่า 10,000 คน ได้รับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้” นายนิมิตร์กล่าว 

         ด้านนายอนันต์ เมืองมูลไชย ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรมควรเร่งนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตและนำเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านยาของประเทศ โดยกรมควมคุมโรคและ สปสช.ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้คนที่คิดว่าตนเองเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ได้รับการตรวจคัดกรองและตรวจยืนยันการติดเชื้อทุกคน ซึ่งปัจจุบันระบบการตรวจคัดกรองยังมีข้อจำกัดที่ต้องปรับปรุง แต่ขณะนี้เรายังไม่เห็นการตอบสนองใดๆ จากรัฐไทยต่อกรณีนี้ 

         “ภาคประชาสังคมด้านสุขภาพของไทย ขอเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติ พิจารณารวมยาโซฟอสบูเวียร์และยารวมเม็ดโซฟอสบูเวียร์กับเลดิพาสเวียร์อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติโดยด่วน เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการนำยาเข้าสู่ระบบการรักษาของประเทศภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพหลักทั้ง 3 ระบบดำเนินการต่อไปได้” นายอนันต์กล่าว 

press pic 14092017 003

         ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท กิลิแอดฯ ประกาศอย่างเป็นทางการทั่วโลกว่า เพิ่มประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสิทธิผลิตหรือนำเข้ายาชื่อสามัญในยารักษาไวรัสตับอักเสบซีได้ ได้แก่ ยาโซฟอสบูเวียร์ ยารวมเม็ดโซฟอสบูเวียร์ และเลดิพาสเวียร์ รวมถึงยาใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาด ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาที่บริษัทกำลังดำเนินการจดสิทธิบัตรในไทย ที่เดิมบริษัทฯ จัดให้ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ค่อนข้างสูง จึงไม่อนุญาตให้ได้รับสิทธิภายใต้สัญญาดังกล่าว 

         ที่ผ่านมา ยาดังกล่าวมีราคาแพงมาก ในต่างประเทศหากรักษาครบ 12 สัปดาห์เป็นเงินกว่า 2.8 ล้านบาท  ส่วนประเทศไทย บริษัทฯ เสนอราคาต่อคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักฯ ในราคา 150,000 – 180,000 บาทต่อคอร์สการรักษา ซึ่งราคาที่แพงลิบลิ่วได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก จนมีการรณรงค์ต่อต้านและเรียกร้องในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ที่ภาคประสังคมยื่นฟ้องคัดค้านการขอรับสิทธิบัตรยาดังกล่าว และรณรงค์อย่างต่อเนื่องกับภาครัฐเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ แรงกดดันดังกล่าวนำไปสู่การประกาศเพิ่มจำนวนประเทศที่รับสิทธิประโยชน์ในสัญญาของบริษัท กิลิแอดฯ 

press pic 14092017 004

         ขณะที่เช้าวันนี้ (14 กันยายน) คณะรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือซีแอลตามกฎหมายสิทธิบัตรของมาเลเซียและข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก เพื่อยกเว้นการคุ้มครองสิทธิบัตรชั่วคราว และนำเข้ายาโซฟอสบูเวียร์ที่เป็นยาชื่อสามัญในราคาถูกจากอินเดีย  

ข้อมูลเพิ่มเติม: 
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล 081 612 9551
นิมิตร์ เทียนอุดม 081 666 6047

press pic 14092017 00 

พิมพ์ อีเมล

เครือข่ายผู้ป่วย บุก สปสช. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจัดซื้อยารวมระดับประเทศ

684260

เครือข่ายผู้ป่วย บุก สปสช. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจัดซื้อยารวมระดับประเทศ ชี้ข้อสรุป “รองนายกฯ วิษณุ”-รมว.สธ.ที่เชื่อ สตง.มีปัญหาเชิงกฎหมายทำชีวิตผู้ป่วยกว่า 4 แสนแขวนบนเส้นด้ายหลัง กย.นี้

ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – เมื่อเวลา 9:30 น.เครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นำโดย นายธนพลธ์ ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย และนายอนันต์ เมืองมูลไชย ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และตัวแทนเครือข่ายอีกกว่า 30 คน ได้เดินทางมาที่ สปสช.เพื่อยื่นหนังสือถึง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาธร รัฐมนตรีสาธารณสุขและ นพ.สักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขธิการ สปสช. ขอให้ทำความชัดเจนทางกฎหมายของการบริหารจัดการจัดซื้อยารวม 7 ประเภท ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561 และให้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ สปสช.ดำเนินการต่อไปก่อน

นายธนพลธ์ ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อมติของบอร์ด สปสช.เสียงข้างที่เป็นผลมาจากการหารือร่วมระหว่างรองนายกฯวิษณุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สธ. กรมบัญชีกลาง สปสช. และ สตง. เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า การจัดซื้อยาร่วม 7 ประเภทดังกล่าวโดย รพ.ราชวิถี ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2561 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เป็นต้นไป) จะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากมีเหตุขัดข้องหรือดำเนินการไม่ทัน จะเกิดการขาดแคลนยาทั้งประเทศ ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิตผู้ป่วยเกือบ 400,000 คนที่ต้องอยู่บนเส้นด้ายนี้

“ยังไม่มีความชัดเจนในแง่ของกฎหมาย ที่ สตง.เสนอให้ขึ้นทะเบียน รพ.ราชวิถีเป็น ‘เครือข่ายหน่วยบริการ’ จัดซื้อยาแทน แต่ตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ระบุให้เป็นการรวมตัวของหน่วยบริการกันเอง ไม่ใช่เป็นการบังคับให้ทุกโรงพยาบาลทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต้องมาเป็น ‘เครือข่ายหน่วยบริการ’ อีกทั้งหน้าที่ของเครือข่ายหน่วยบริการตามกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดเรื่องการจัดซื้อยา ไม่เพียงเท่านั้น สตง.ยังเสนอแนะให้ สปสช.ทำผิดจากที่เคยเสนอแนะมา คือการจ่ายเงินไปก่อนที่จะเกิดบริการจริง ซึ่ง สตง.เคยชี้ว่า ทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฉบับใหม่ เรื่องการซื้อแทนกัน ที่ต้องรอการออกกฎกระทรวงการคลังตาม พ.ร.บ.ซึ่งต้องใช้เวลา หากเกิดปัญหาจะเกิดการขาดแคลนยาทั้งประเทศ ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิตผู้ป่วยเกือบ 400,000 คนที่ต้องอยู่บนเส้นด้ายนี้”

“ผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องต้องเผชิญชะตากรรม เพราะหากไม่ได้รับการล้างไตภายใน 3 วัน จะเกิดภาวะน้ำท่วมปอดและเสียชีวิตได้ ปัจจุบันภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องประมาณ 2.5 หมื่นคน ตรงนี้ต้องถามว่าโรงพยาบาลจะรับไหวหรือไม่ รวมทั้งผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเปลี่ยนเป็นการฟอกไตแทน ทั้งเครื่องฟอกไต บุคลากรทางการแพทย์และงบประมาณขณะนี้ต้องถามว่าเพียงพอต่อการรองรับหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยอาจต้องร่วมจ่ายอีก

นอกจากนี้ผู้ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายยังต้องรับยาอีริโทรโพอิติน (erythropoietin) ยากระตุ้นเม็ดเลือดแดง หากระบบขาดยา ไม่มียาให้กับผู้ป่วยแล้วเสียชีวิต ตรงนี้ใครจะรับผิดชอบ อยากฝากถึงผู้ใหญ่ว่า อย่าเอาชีวิตผู้ป่วยเป็นเดิมพันเพราะทุกชีวิตก็มีค่า จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยเร็ว” ประธานชมรมเพื่อนโรคไตกล่าว

ทางด้านนายอนันต์ เมืองมูลไชย ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ชี้ว่า เดือนกรกฎาคม ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยอมรับเองว่าไม่มีความพร้อม ผ่านมาไม่ถึงเดือนจะให้พวกเราเชื่อว่า รพ.ราชวิถีจะมีความพร้อมได้อย่างไร อีกทั้ง ถ้าจะให้ รพ.ราชวิถีดำเนินการได้ ต้องเตรียมการสร้างระบบจัดสรรกำลังคนใหม่ ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต้องมาเสี่ยงขาดยาโดยไม่มีเหตุอันควร ดังนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลเลยที่ไม่ให้ สปสช.ดำเนินการจัดซื้อยารวม เหมือนเช่นที่ทำมาตลอดระยะเวลา 10 ปี

“ดังนั้น เมื่อไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่ของกฎหมายและศักยภาพ-ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยา ขอให้รองนายกฯวิษณุ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทำความชัดเจนทางกฎหมายด้วยการให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ไม่ใช่เอาความเห็นของ สตง.ที่เป็นหน่วยตรวจสอบมาตีความกฎหมายว่าทำได้หรือทำไม่ได้ โดยระหว่างนี้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ สปสช.ดำเนินการไปดังที่เคยเป็นมาผ่านคณะกรรมการฯที่มีการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีจนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อให้ สปสช.สามารถสร้างกลไกเพื่อการบริหารกองทุนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”

“ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศที่ต้องรับยาต้านไวรัสมีประมาณ 3 แสนคน โดยคนเหล่านี้ต้องกินยาทุกวัน แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะขาดยาได้แต่หากต้องเริ่มต้นกินยาต้านไวรัสใหม่อาจทำให้ค่ารักษาเพิ่มขึ้น เพราะต้องดูว่าสามารถกินยาต้านไวรัสสูตรเดิมได้หรือไม่ มีการดื้อยาแล้วหรือยัง และหากต้องเปลี่ยนยาต้านไวรัสสูตรใหม่ นั่นหมายถึงค่ายาที่เพิ่มขึ้น โดยยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานราคาอยู่ที่ 800-1,000 บาทต่อเดือน แต่ยาต้านไวรัสสูตรดื้อยามีสูงถึง 8,000-10,000 บาท ภาระตรงนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ”

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
ธนพลธ์ ดอกแก้ว 083-8333096
อนันต์ เมืองมูลไชย 081-0256570

684261

684262

พิมพ์ อีเมล

อปสข.กทม.เผยชื่อ รพ.รัฐ-เอกชน รองรับ ปชช. หลัง รพ.ถอนตัวจากบัตรทอง

press pic 290860 web002

 

อปสข.เขตพื้นที่ กทม. ประชุมหารือแนวทางรองรับการให้บริการประชาชนหลัง รพ.เอกชนถอนจากระบบบัตรทอง “หมอสมศรี” ประธาน อปสข.เผย ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก รพ.ในแต่ละสังกัดทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเข้ามาดูแลประชาชน ขอให้ประชาชนวางใจว่าจะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานเหมือนเดิม

วันนี้ (29 ส.ค.60) ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข.เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า การประชุมในวันนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้หารือแนวทางการดูแลประชาชนเพื่อรองรับหลังจาก รพ.มเหสักข์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ลาออกจากการเป็นหน่วยบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และ รพ.แพทย์ปัญญา, รพ.บางนา 1, รพ.กล้วยน้ำไท และ รพ.วิภารามปากเกร็ด ซึ่งเป็นหน่วยบริการในระบบไม่ขอเป็นหน่วยรับส่งต่อให้คลินิกชุมชนอบอุ่นบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป 

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวต่อว่า การหารือครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมให้บริการสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงหน่วยบริการเอกชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครในการเข้ามาดูแลประชาชน จึงขอให้ประชาชนวางใจว่าจะได้รับบริการสุขภาพตามมาตรฐานเหมือนเดิม โดยมี รพ.แต่ละสังกัดได้ตอบรับการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องดังนี้

1.รพ.ในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ รพ.กลาง, รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ และ รพ.สิรินธร

2.รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ รพ.เลิดสิน, รพ.นพรัตนราชธานี และ รพ.ราชวิถี 

3.รพ.ในสังกัดกระทรวงกลาโหม ได้แก่ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช, รพ.พระมงกุฎเกล้า

4.สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่

5.โรงเรียนแพทย์ ได้แก่ รพ.วชิรพยาบาล และ รพ.จุฬาลงกรณ์

6.รพ.เอกชน ได้แก่ รพ.มงกุฎวัฒนะ และ รพ.อนันต์พัฒนา 2

7.หน่วยบริการรับส่งต่อ และคลินิกอบอุ่นในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง

“ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองที่ รพ.มเหสักข์ และเครือข่ายของ รพ.มเหสักข์ สามารถเข้ารับบริการได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 หลังจากนั้น สปสช.เขต 13 กทม.จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการประจำให้ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป แต่หากประชาชนไม่สะดวก ก็สามารถขอเปลี่ยนแปลงหน่วยบริประจำได้ตามสถานที่ต่างๆ ได้ ในส่วนคลินิกชุมชนอบอึ่นที่ได้รับผลกระทบจากหน่วยบริการรับส่งต่อนั้น อปสข.เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ประสานงานกับ รพ.ต่างๆ ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล” ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าว

ทั้งนี้ สถานที่ที่สามารถขอเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการประจำ ดังต่อไปนี้

1) จุดรับลงทะเบียนบัตรทองที่สำนักงานเขต 19 เขต ที่เปิดให้บริการ ให้บริการในวันจันทร์– วันศุกร์ เวลา 08.00 –16.00 น. (สอบถามเขตที่เปิดให้บริการ โทร.1330 หรือตรวจสอบข้อมูลได้ที่http://bkk.nhso.go.th คลิ๊กเลือก สำหรับประชาชน เลือกแผนที่จุดรับลงทะเบียน 27 เขต)

2) จุดรับลงทะเบียนบัตรทอง ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ชั้น 1 ด้านข้างประชาสัมพันธ์ ให้บริการทุกวันเวลา 08.00 – 19.00 น.

เอกสารประกอบการลงทะเบียน ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนเพียงใบเดียว กรณีที่เป็นเด็กใช้สูติบัตรเด็กและสำเนาบัตรประชาชนของผู้ปกครอง

press pic 290860 web003

 

press pic 290860 web001

 

พิมพ์ อีเมล

เนื้อหาอื่นๆ...

บทความใกล้เคียงกัน

Banner Food
Banner Safethaibus
Creditcard
Indy
Inside
Union
จดหมายบอกเลิกสัญญา
Seacc
Banner Ci