Black Ribbon

คลังข้อมูล

ความหวานในชีวิต

น้ำตาล คือเหตุแห่งสงครามและการค้าทาส
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วก่อนที่โลกเราจะได้รู้จักน้ำตาลนั้น ชาวอินเดียเป็นพวกแรกที่นิยมเคี้ยวอ้อยและดื่มน้ำอ้อย แต่การจะนำความหวานจากน้ำอ้อยมาขายเป็นการค้านั้นยังไม่สามารถทำได้ เพราะน้ำอ้อยจะหมักตัวและเสียง่าย

ต่อมาในปี ค.ศ.600 ชาวเปอร์เซียจึงสามารถคิดค้นกระบวนการทำอ้อยให้เป็นน้ำตาลได้ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการค้าน้ำตาล

หลังจากนั้น ชาวอาหรับได้เทคโนโลยีนี้ไปและสามารถควบคุมการค้าน้ำตาลไว้ในอำนาจได้ และว่ากันว่า จากการที่กินและติดน้ำตาลกันนี้เองที่ทำให้อาณาจักรของอิสลามมิกชนล่มสลาย ดังที่เลียวนาร์ด รอวู้ฟ นักพฤกศาสตร์ชาวเยอรมันได้บันทึกไว้ว่า “ชาวเติร์กและมัวร์จะตัดน้ำตาลให้เป็นก้อนเล็ก ๆ และเดินเคี้ยวตามถนนหนทาง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกลายเป็นนักกินไปและมิใช่นักรบผู้ทรหดเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต”

ชาวยุโรปได้ลิ้มรสน้ำตาลครั้งแรกตอนที่ทำสงครามครูเสดกับมุสลิมนี่เอง และแม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในปี 1204 แล้วก็ตาม แต่ต่อมาในปี 1306 สันตปาปาก็ได้รับใบสั่งให้ทำสงครามอีกครั้งหนึ่ง ใบสั่งสงครามฉบับนั้นระบุว่า

ในแผ่นดินของสุลต่านมีการปลูกอ้อยปริมาณมหาศาล สุลต่านจึงมีรายได้จากการจำหน่ายและเก็บภาษีหากคริสเตียนสามารถยึดครองดินแดนแห่งนี้ได้ ความเสียหายย่อยยับจะตกแก่สุลต่าน ขณะเดียวกันผลประโยชน์มหาศาลจากไซปรัสจะเป็นของคริสเตียน

แม้ว่าน้ำตาลจะไม่ใช่เหตุผลอย่างเป็นทางการในสงครามครูเสดครั้งนี้ แต่น้ำตาลก็เป็นผลประโยชน์แฝงที่สำคัญยิ่ง

ประวัติศาสตร์หน้าที่ทั้งอัปลักษณ์และอัปยศที่สุดได้เกิดขึ้นในปี 1444 เมื่อเฮนรี่นักเดินเรือได้เดินทางจากโปรตุเกสมาอัฟริกาตะวันตกเพื่อเสาะแสวงหาน้ำตาลแต่ไม่พบ สิ่งที่เขาพบคือ คนผิวดำ

คนผิวดำที่ทรหดอดทนสามารถทำงานในไร่อ้อยท่ามกลางแสงแดดจ้าและอากาศร้อนจัดได้ เฮนรี่จึงจับคนผิวดำกลับมาด้วย 235 คน เพื่อมาขายเป็นทาส นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการกดขี่เพื่อนมนุษย์อันยาวนานถึง 400 ปี

โนเอล เดียร์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้เขียนไว้ในหนังสือประวัติศาตร์น้ำตาลว่า “มิใช่เรื่องที่พูดเกินจริงแต่ประการใดหากจะกล่าวว่า ในบรรดาทาสชาวอัฟริกัน 20 ล้านคนที่ซื้อขายกันนั้น 2 ใน 3 ของจำนวนนี้มีสาเหตุมาจากน้ำตาล”

เมื่อเริ่มค้าทาส เราอาจคิดว่าฝ่ายคริสตจักรจะห้ามปราม แต่เปล่าเลย…สันตปาปาเองกลับทรงอวยพรให้ “โจมตีชาวซาราเซ็น(ชาวมุสลิมโบราณที่อยู่ตามทะเลทรายในอาระเบีย) พวกนอกศาสนาและศัตรูของพระคริสตเจ้าให้เป็นทาสอยู่ใต้ปกครองของเรา”

เหตุผลที่เป็นทางการระบุว่า เพื่อพิทักษ์จิตวิญญาณของพวกเขาเหตุผลแฝงก็คือจะได้เอาพวกเขามาทำงานในไร่อ้อย

สำหรับอเมริกานั้นคริสโตเฟอร์  โคลัมบัสเป็นผู้นำน้ำตาลเข้าไป ต่อมาได้แนะนำให้ชาวอเมริกันอินเดียนเข้าไปทำงานในไร่อ้อยที่สเปน แต่สมเด็จพระราชินีอสซาเบลล่าแห่งสเปนทรงทัดทานความคิดนี้แต่ต่อมาเมื่อสิ้นพระชนม์ลง กษัตริย์เฟอร์ดินานซึ่งทรงเห็นด้วยก็ตกลงทำตามคำแนะนำทันที
อังกฤษเป็นประเทศต่อมาที่เข้าร่วมในการแข่งขันการผลิตน้ำตาลด้วย ตอนแรก พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ทรงต่อต้านการใช้แรงงานทาส ทว่าต่อมาพระองค์เองกลับหลงใหลในรสชาติของน้ำตาล ในปี 1588 จึงทรงอนุญาตให้บริษัทบริติชผูกขาดการค้าทาสแต่เพียงผู้เดียว

ขณะเดียวกันที่หมู่เกาะอินดีส ชาวอังกฤษได้ทำการหมักน้ำอ้อยจนเป็น น้ำไฟ หรือเหล้ารัม แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับเฟอร์ของชาวอินเดียนในอเมริกาเหนือ การค้าที่ได้ผลกำไรงามได้เกิดขึ้นแล้วจากเหล้ารัมราคาถูกเมื่อนำไปแลกเฟอร์ที่ขายได้ราคาดีในยุโรปก็ทำคนหลายคนกลายเป็นเศรษฐีย่อย ๆ ไปในพริบตา เงินตราที่ได้จากการค้าเฟอร์และค้าทาสเพื่อผลิตน้ำตาลกลายเป็นสิ่งจูงใจให้มีการค้าทาสเพิ่มขึ้น และไร่อ้อยก็เกิดขึ้นอีกมากมายนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันกับสถานการณ์ดังกล่าวนี้ คลอดด์ เอเดรียน เฮลวิเทียส นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเป็นผู้หนึ่งที่คัดค้าน เขาได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า “ไม่มีที่ใดในยุโรปที่ถังบรรจุน้ำตาลไปถึงโดยไม่เปื้อนเลือด…หากยังมีสำนึกกันอยู่ก็จงเลิกเสีย จงปฏิเสธความสุขบนปลายลิ้นจากการเสพน้ำตาลที่ซื้อหามาพร้อมกับน้ำตาและเลือดเนื้อของเพื่อนมนุษย์ผู้ไร้สุขนับไม่ถ้วน…”

ผลก็คือ เฮลวิเทียสถูกประณาม นักบวชแห่งคริสตจักรกล่าวว่าความคิดของเขาเป็นอันตราย หนังสือที่เขาเขียนถูกเผาทิ้ง แต่ความคิดที่ต่อต้านน้ำตาลก็แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว จนในปี 1792 ได้มีการก่อตั้งสมาคมแอนตี้ซัคคาไรท์ (Anti-Saccharite Society) ขึ้นในอังกฤษเป็นครั้งแรก ต่อมาการบอยคอตน้ำตาลก็แพร่ไปจนทั่วยุโรป

เมื่อกระแสการต่อต้านน้ำตาลเกิดรุนแรงขึ้น บริษัทบริติชอีสต์อินเดียผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ก็ออกมาอ้างว่า “น้ำตาลของอีสต์อินเดียมิได้ใช้แรงงานทาสในการผลิต”

แม้ว่าจะมีการเลิกทาสในอังกฤษและฝรั่งเศสเมื่อปี 1807 อเมริกาในปี 1833 แต่ก็หาได้หยุดยั้งการผลิตน้ำตาลได้ ทาสรูปแบบใหม่ก็คือแรงงานราคาถูกที่ทำงานหนักในไร่อ้อยเกิดขึ้นแทนที่ น้ำตาลปริมาณมหาศาลถูกผลิตขึ้นมา คนทั้งโลกก็ติดน้ำตาลโดยทั่วหน้ากัน ปริมาณการบริโภคน้ำตาลในสังคมสมัยใหม่ทุกวันนี้สูงถึง 60 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

นี่คือความเป็นมาของน้ำตาล ความหวานที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าจำเป็นสำหรับชีวิต


อะไรอยู่ในน้ำตาล
น้ำตาลเป็นสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานเราใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คาร์โบไฮเดรตนี้สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่ม คือ แป้ง น้ำตาล และเซลลูโลส

น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุด แป้งและเซลลูโลสมีความซับซ้อนมากกว่า ในการย่อยคาร์โบไฮเดรตนั้นร่างกายเราจะย่อยสลายแป้งและน้ำตาลให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสโมเลกุลเดี่ยวเพื่อที่จะนำไปใช้เป็นพลังงานได้

สิ่งที่เราเรียกกันว่าน้ำตาลนั้นไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลอ้อย น้ำตาลโตนด ซึ่งเราใช้ใส่ในชาเค้ก และขนมหวานต่าง ๆ นั้นเป็นน้ำตาลซูโครสที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในอ้อย ในตาล หรือหัวผักกาดแล้วนำมาผ่านกรรมวิธีการผลิตให้อยู่ในรูปที่นำไปเติมในอาหารต่าง ๆ ได้ง่าย
น้ำตาลฟรุคโตสนั้นจะพบในผลไม้และน้ำผึ้ง เป็นน้ำตาลที่ทดสอบแล้วว่ามีความหวานมากที่สุด ส่วนกลูโคสหรือเด็กซโตรสก็พบได้ในอาหารบางอย่างเช่นกัน    

สำหรับแลคโตสเป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในนมมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลประเภทอื่น

น้ำตาลที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ กับน้ำตาลที่เราสกัดออกมาให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อใช้ในการผสมอาหารนั้นมีความแกต่างกันอยู่ในแง่ของผลต่อสุขภาพ เพราะตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาเราก็เริ่มจะเห็นผลกันอย่างชัดเจนว่า น้ำตาลนำมาซึ่งโรคร้ายหลายอย่างตั้งแต่โรคไฮเปอร์แอคติวิตี้ โรคอ้วน โรคเบาหวาน รวมไปถึงฟันผุ นั่นเป็นผลต่อสุขภาพกาย
แต่ถ้ามีใครบอกว่าน้ำตาลเป็นอาหารที่ก่อปัญหาสังคม คุณจะว่าอย่างไร ?

น้ำตาล  อาหารเจ้าปัญหา ?
ผลของของน้ำตาลต่อสังคมที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะมีมากมายหลายประการแต่เป็นผลที่ผู้คนคุ้นชินจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นธรรมดาไปแล้วที่เด็กจะเป็นโรคไฮเปอร์แอคทีฟ ผู้ใหญ่อารมณ์แปรปรวนฉุนเฉียวก็ธรรมดาสังคมมีอาชญากรรมและความรุนแรงสูงขึ้นก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปอีก

มีหลายกรณีที่พบว่าคู่ครองที่จวนเจียนจะหย่าร้างกันนั้นกลับมาดีกันได้เหมือนเดิมเมื่องดรับประทานน้ำตาล แม้ว่าสิ่งนี้ไม่อาจพิสูจน์อะไรได้แต่ก็มีข้อสังเกตกรณีอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกไม่น้อย เป็นต้นว่า

ดร.เวสตัน  ไพร้ซ์ ทันตแพทย์ผู้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกในราวทศวรรษ 1930 เขาพบว่า ในสังคมแบบดั้งเดิมนั้นแทบจะไม่ปรากฎข่าวอาชญากรรมขึ้นเลย แต่เมื่อผู้คนในสังคมดั้งเดิมเริ่มบริโภคน้ำตาลและอาหารฟอกหรือขัดสีจนขาวกันมากขึ้น สุขภาพก็เริ่มทรุดโทรมอาชญากรรมก็เพิ่มขึ้น

นักวิจัยอีกผู้หนึ่งที่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างน้ำตาลและอาชญากรรมก็คือ เจ.ไอ.รอเดล อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Prevention รอเดลได้เชื่อมโยงนิสัยการบริโภคของหวานกับภาวะจิตใจของอาชญากรที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ กรณีไว้ในเรื่องที่เขาเขียน Natural Health , Sugar and the Criminal Mind เป็นต้นว่า

     - ไมเคิลเป็นเด็กเกเร ไม่ตั้งใจเรียน เขามักจะขว้างปาของเล่นและหยิกน้องชายอยู่เสมอ…แต่หลังจากที่ให้เด็กชายงดอาหารจำพวกไอศกรีม ขนมปังกรอบ เค้ก ขนมปัง จากแป้งขัดขาว ช็อคโกแล็ต ช็อกโกแลตนม และเครื่องดื่มธัญญาหาร เด็กชายก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
     - พยาบาลคนหนึ่งที่ก่อคดีฆ่าเด็กทารก 3 รายและทำร้ายร่างกายเด็กจนบาดเจ็บอีก 2 รายเป็นคนที่อ้วนมาก เธอมักแสดงความเมตตาต่อเด็กด้วยการให้ไอศกรีมและน้ำอัดลม ขณะที่ตัวเธอเองก็มักจะมีกล่องลูกกวาดติดตัวเสมอ เธอชอบดื่มน้ำอัดลมหวาน ๆ ทั้งวัน
     - ผู้สื่อข่าวได้วิเคราะห์ลักษณะของหญิง 4 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆ่าคนตายที่แคลิฟอร์เนีย ไว้ในนิตยสาร The Los Angeles Herald Examiner ว่า ผู้หญิงทั้ง 4 คนชอบขนมหวาน ลูกกวาด ไอศกรีม นางสไปเนลลีรับประทานไอศครีมและพายในคืนก่อนที่เธอจะตาย ส่วนนางพีทีก็จะละเลียดลูกกวาดของเธอซ้ำยังมีแก่ใจแบ่งให้สื่อมวลชนและชางภาพอีกด้วย สำหรับบาร์บาร่า เกรแฮมนั้น อาหารมื้อสุดท้ายของเธอเป็นไอศครีมผสมน้ำเชื่อมถั่ว ส่วนนางดันแคนนั้นขณะพิจารณาคดีเธอจะเคี้ยวลูกอมรสเปปเปอร์มิ้นท์อยู่ตลอดเวลา
     - เด็กฝึกงานที่ร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งยักยอกเงินเพื่อซื้อขนมหวาน บางทีเขากินช็อคโกแล็ตได้ถึง 3 กล่องรวด เขาสารภาพว่าความอยากของเขามีสูงมากจนชนะเหตุผลและจริยธรรม
     - เด็กหนุ่มอายุ 16 ปียิงชายอายุ 76 ปีเสียชีวิต ก่อนที่จะยิงชายชราผู้นี้ เด็กหนุ่มได้เงินไปซื้อรองเท้าแต่เขาเอาไปซื้อลูกกวาดแทน
     - จอห์น กุตเตอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ Inside South America ว่าคนโคลัมเบียนั้นนิยมรับประทานอาหารหวานมาก ว่ากันว่าชาวโคลัมเบียบริโภคน้ำตาลเป็นปริมาณสูงที่สุดในโลก ขณะเดียวกันโคลัมเบียก็เป็นประเทศที่ตกอยู่ในห้วงของสถานการณ์ที่ใช้ความรุนแรงมาเป็นเวลายาวนานแล้ว
อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวรรษ 1980 ก็มีหลักฐานมารองรับข้อสังเกตนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้นว่า สตีเฟน ชุนทาเลอร์ นักอาชญวิทยาได้ค้นพบว่า นักโทษที่ถูกจองจำมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นเมื่องดอาหารที่มีน้ำตาลสูงทุกประเภท

ตัวอย่างสุดท้ายที่โรเดลกล่าวถึงในหนังสือของเขาก็คือ ชายผู้ชอบรับประทานเค้กหน้าครีม เรียกว่ามีเท่าไรไม่เคยพอ นอกจากนี้เขายังมีกล่องลูกกวาดอยู่ข้างตัวตลอดเวลา และเขาจะดื่มไวน์ไม่ได้เลยถ้าไม่ได้เติมน้ำตาลลงไป เขาเป็นคนที่ติดน้ำตาลอย่างหนักและฟันเสียแทบทั้งปากก็ว่าได้ และเขาผู้นี้ก็เป็นอาชญากรตัวฉกาจของโลกที่ยังไม่ใครเทียบเขาได้ เขาฆ่าคนมาแล้วหลายล้านคน
เขาชื่อ อดอล์ฟ   ฮิตเลอร์

ไม่เพียงแค่ฮิตเลอร์เท่านั้นฝ่ายสัมพันธฒิตรซึ่งเป็นศัตรูของเขาก็ไม่น้อยหน้ากันนัก ว่ากันว่าทีมผู้คิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ก็มีนิสัยส่วนตัวที่น่าสนใจ
นายพลเลสลี่ โกรฟ หัวหน้าโครงการแมนฮัตตั้นซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ ก็จะมีช็อคโกแล็ตเก็บไว้เต็มตู้ในห้องทำงานของเขาเสมอ
เจ โรเบิร์ต อ็อพเพนไฮม์เมอร์ หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างระเบิดยูเรเนียมและพลูโตเนียมลูกแรกของโลกก็เป็นคนที่ติดน้ำตาลขนาดมีเท่าไรไม่เคยพอ ส่วนเอ็ดเวิร์ด  เทลเลอร์ บิดาแห่งระเบิดไฮโดรเจนก็เป็นคนติดช็อคโกแล็ต

รสหวานยังจำเป็น
คนจีนนั้นมีความเชื่อว่าสุขภาพร่างกายของคนเราจะดีนั้นนอกจากจะต้องมีความสดุลระหว่าง หยิน-หยางแล้ว ต้องรับประทานอาหารครบ 5 รสด้วย ได้แก่ เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม และเผ็ดร้อน การรักษาสมดุลของรสทั้ง 5 นั้นหมายความว่า ต้องได้รับแต่ละรสเข้าไปอย่างสม่ำเสมอโดยไม่จำเป็นต้องมี 5 รสในทุกมื้อ การทำให้ร่างกายได้รับรสให้ครบทั้ง 5 รสนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไรนัก แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือ ทำให้ได้รับเข้าไปในสัดส่วนที่พอเหมาะ รสที่เรามักลืมไปคือ รสขม เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รับประทานพืชผักรสขม ส่วนรสที่ได้รับเข้าไปอย่างสม่ำเสมอคือรสหวานกับเค็ม
ระหว่างรสหวานกับเค็มนั้นแน่นอนเหลือเกินว่ารสที่เย้ายวนเราที่สุดก็คือ รสหวาน มิเช่นนั้นคงไม่มีการติดน้ำตาลกันมากขนาดนี้ รสหวานในแง่ของหยิน-หยางนั้นเป็นรสที่มีความเป็นกลางที่สุดจึงเป็นส่วนที่มีมากที่สุดในอาหารของเรา รสหวานนั้นจะช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ม้าม และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง

รสหวานมิใช่มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว ดังได้กล่าวแล้วว่าการรับประทานอาหารที่มีรสหวานมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นกันเพราะจะทำให้กระเพาะอาหาร ม้าม และตับอ่อนทำงานมากเกินไป ผลก็คือทำให้เป็นโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ดี การได้รับรสหวานมากเกินไปนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียวหากคุณรับประทานแต่อาหารที่มีความหวานตามธรรมชาติของมันเอง ไม่รวมถึงความหวานจากการทำให้หวานด้วยน้ำตาลหรือสารให้ความหวานอื่น ๆ

คนส่วนใหญ่มักจะลืมรสหวานที่ได้จากอาหารธรรมชาติไปแล้ว เพราะเมื่อนึกถึงความหวานก็จะนึกถึงน้ำตาลตามมาทันที อาหารที่มีรสหวานโดยธรรมชาติได้แก่ ธัญพืชทั้งเมล็ด ผักที่มรสหวาน อย่างแครอท หมอ กะหล่ำปลี ฟักทองและผลไม้

อาหารที่มีรสหวานมักจะมีสีเหลืองหรือสีส้ม อาหรเหล่านี้คุณอาจจะไม่รู้สึกว่ามีรสหวาน นั่นอาจเป็นเพราะว่าปุ่มรับรสของคุณไม่ไวต่อรสหวานจากธรรมชาติเสียแล้ว หรืออาจเป็นเพราะว่าคุณเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดพอ

สารให้ความหวาน ช่วยลดโรคภัยได้จริงหรือ
อย่างไรก็ดีทั้ง ๆ ที่ในอาหารธรรมชาติก็มีรสหวาน แต่เมื่อเราคิดถึงโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความหวานอย่างโรคอ้วน ถึงแม้เราก็จะเลือกงดน้ำตาล แต่ก็ไม่ได้หันมาหาความหวานในธรรมชาติ พวกเราหันไปหาสารให้ความหวานแทน

สารให้ความหวานเหล่านี้ไม่มีคุณค่าทางอาหาร ไม่ให้แคลอรี แต่มีความหวาน 30-200 เท่าของน้ำตาลซูโครส เช่น แอสปาร์เตม ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2 ตัว คือกรดแอสปาร์ติค และฟีนิลอะลานีนน หวาน 180-200 เท่าของน้ำตาลทีเดียวค่ะ

สารให้ความหวานเข้ามาในท้องตลาดบ้านเรามากมายหลายยี่ห้อ มีการเชิญชวนผู้บริโภคโดยเฉพาะคุณสาว ๆ ที่ไม่อยากอ้วนแต่ชอบหวานว่า ความหวานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต นางงามในจอโทรทัศน์ถึงกับกระแทกถ้วยกาแฟใส่บริกรทันทีที่เธอดื่มกาแฟแก้วหวานแล้วคิดว่าเป็นน้ำตาล โฆษณาตั้งใจจะบอกผู้บริโภคว่าแม้จะเป็นความหวานเทียมแต่ก็แยกไม่ออกระหว่างสารให้ความหวานกับน้ำตาล ผู้บริโภคก็จะคิดต่อว่า เพราะฉะนั้นหันมากินสารให้ความหวานยี่ห้อที่นางงามคนนี้กินดีกว่าเพราะเหมือนน้ำตาลและไม่อ้วน

สำหรับผลของสารให้ความวานต่อน้ำหนักตัวนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิจัยบางรายมีความเห็นว่า เมื่อใครก็ตามรับประทานสารให้ความหวาน ร่างกายจะเรียกร้องให้รับประทานโปรตีนและไขมันเข้าไปเป็นการชดเชยพลังงานที่ขาดหายไปจากน้ำตาลที่เคยรับประทาน งานศึกษาบางชิ้นก็ว่า สารให้ความหวานจะกระตุ้นความอยากอาหาร

ปัญหาประการหนึ่งของสารให้ความหวานก็คือ มันไม่ได้ทำให้คุณลดความอยากกินอาหารหวานลง ทางที่ดีคุณควรฝึกปุ่มรับรสหวานของคุณให้คุ้นชินกับการลดน้ำตาลลงด้วยตัวคุณเองโดยไม่ต้องหาอะไรอื่นมาทดแทน หลังจากนั้นคุณจะสามารถลิ้มรสหวานธรรมชาติจากอาหารที่กล่าวถึงข้างต้นได้ นั่นจึงจะเป็นความหวานที่จำเป็นในชีวิตอย่างแท้จริง

พิมพ์อีเมล

2924 views
ดิฉันได้อ่านบทความคอลัมน์ ชีวิตที่เลือกได้ เรื่อง กฟผ โดยคุณชัยอนันต์ สมุทวณิช ในนสพ. ผู้จัดการ เมื่...

Read more

1685 views
แม้ว่าในฉลากยา จะระบุให้ผู้ใช้ยาได้ทราบถึงวิธีใช้ยาและความถี่ของการใช้แล้วก็ตาม ...

Read more

4990 views
ถกกันอีกรอบกับประเด็น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เอกชนเตรียมรวมตัวกันในนาม 9 สมาคมฯ ขอรัฐแก้กฎหมาย...

Read more

25808 views
เคยมีคนตั้งข้อสังเกตกับผักสดหรืออาหารทะเลสดที่สดแบบอมตะนิรันดร์กาลโดย ไม่รู้จักเหี่ยว ทั้งที่ซื้อมาต...

Read more

รู้ไว้ใช้สิทธิ์

IMAGE รู้ไว้ก่อนรับห้องคอนโด
สำหรับขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ...
IMAGE รอบรู้เรื่อง "กู้ซื้อบ้าน"
รู้ไว้ไม่เสียหลาย เกี่ยวกับข้อมูลการกู้ซื้อบ้าน...
IMAGE รู้ทันคำโตของโฆษณาเกินจริง
“โทรมาตอนนี้ 50 สายแรก ได้ส่วนลดทันที จาก 3,000 บาท เหลือ...
IMAGE รวมพลังผู้บริโภคฟ้องคดีแบบกลุ่ม
เรามีกฎหมายการฟ้องคดีฉบับใหม่...
IMAGE ซื้อของหมดอายุจากห้างฯมาจะทำอย่างไร
ของลดราคาใครๆ ก็ชอบ ผู้เขียนยังชอบเลยค่ะ...
IMAGE ผู้บริโภคกับสิทธิประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง
สิทธิพื้นฐานในการรักษาพยาบาลของประชาชนคนไทย มี 3...
IMAGE รู้จัก “ยา” ก่อนใช้รักษาโรค
“ยา” มีความสำคัญกับชีวิต เป็น 1 ในปัจจัย 4...
IMAGE ทดสอบปลาดิบ กินอุ่นใจ ร้องเรียนได้หากย้อมสี
จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโซเชียล กรณี...
IMAGE 5 วิธีแก้ปัญหาเมื่อเจอสิ่งปนเปื้อนในอาหาร
หลายต่อหลายครั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค...
IMAGE มหากาพย์ซิมฟรี แถมหนี้ไม่อั้น
“ได้รับแจกซิมฟรี แต่ไม่ได้เปิดใช้บริการ...
IMAGE อันตรายจากการหางานตามใบปลิว
เดี๋ยวนี้เวลาไปไหนมาไหน...
IMAGE สิทธิของผู้โดยสาร
ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนสิ่ง ที่ตามมาก็คือ...
IMAGE กฎหมายน่ารู้ผู้โดยสาร
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
Banner Food
Banner Safethaibus
Creditcard
Indy
Inside
Union
จดหมายบอกเลิกสัญญา
Seacc
Banner Ci